แชร์

โรคไตวายระยะสุดท้าย รักษาอย่างไร? รู้จักอาการและทางเลือกในการรักษา

อัพเดทล่าสุด: 25 ก.ค. 2026
0 ผู้เข้าชม

โรคไตวายระยะสุดท้าย รักษาอย่างไร? รู้จักอาการและทางเลือกในการรักษา
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต การสร้างเม็ดเลือดแดง และการดูแลความแข็งแรงของกระดูก



เมื่อไตได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงพอ ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย หรือโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 โดยทั่วไปหมายถึงการทำงานของไตลดลงเหลือน้อยกว่าประมาณร้อยละ 15 ของระดับปกติ ทำให้ของเสีย น้ำ และเกลือแร่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ผู้ป่วยจึงอาจจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต

โรคไตวายระยะสุดท้ายไม่ใช่ภาวะที่ควรรอดูอาการด้วยตนเอง เพราะอาจส่งผลต่อหัวใจ ปอด ระบบเลือด กระดูก ระบบประสาท และอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย การประเมินโดยอายุรแพทย์โรคไตจึงมีความสำคัญ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับสุขภาพ อายุ โรคร่วม และความพร้อมของผู้ป่วยแต่ละคน

อาการของโรคไตวายระยะสุดท้าย
อาการของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจมีหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการที่พบได้มีดังต่อไปนี้

1. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
เมื่อไตทำงานลดลง ของเสียอาจสะสมอยู่ในเลือด และผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง สมาธิลดลง หรือทำกิจกรรมประจำวันได้น้อยลงกว่าปกติ

อาการอ่อนเพลียอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องร่วมกับอาการบวม ปัสสาวะลดลง คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร ควรเข้ารับการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของไต

2. เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย
การสะสมของของเสียในร่างกายอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่อยากอาหาร รับประทานอาหารได้น้อย รู้สึกว่ารสชาติอาหารเปลี่ยนไป หรือมีรสขมและรสโลหะในปาก เมื่อรับประทานอาหารได้น้อยเป็นเวลานาน อาจทำให้น้ำหนักลด กล้ามเนื้อลด และเกิดภาวะขาดสารอาหารตามมาได้

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรงดอาหารหรือจำกัดสารอาหารด้วยตนเอง เพราะความต้องการโปรตีน น้ำ โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสของแต่ละคนแตกต่างกัน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่ดูแลผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ

3. คลื่นไส้หรืออาเจียน
เมื่อไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากเลือดได้อย่างเพียงพอ ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง หรือรับประทานอาหารไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อภาวะไตวายมีความรุนแรงมากขึ้น

หากอาเจียนหลายครั้ง ดื่มน้ำไม่ได้ ซึมลง หายใจลำบาก หรือปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเกิดความผิดปกติของน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

4. อึดอัด หายใจไม่สะดวก หรือหอบเหนื่อย
ไตวายอาจทำให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำเกินและอาการบวม หากของเหลวสะสมบริเวณปอด ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือนอนราบไม่ได้

อาการหายใจลำบากอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับขาบวมมาก เจ็บหน้าอก ปากเขียว หรือรู้สึกเหนื่อยรุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันที

5. สมดุลของน้ำ เกลือแร่ และฮอร์โมนผิดปกติ
ไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำ โซเดียม โพแทสเซียม กรด–ด่าง และแร่ธาตุภายในร่างกาย เมื่อไตทำงานลดลง อาจเกิดภาวะน้ำเกิน โพแทสเซียมสูง เลือดเป็นกรด หรือความผิดปกติของแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้

ความผิดปกติเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ตะคริว ซึมลง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจและกระดูก จึงจำเป็นต้องตรวจเลือดและติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่สามารถประเมินได้จากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียว

6. คันตามร่างกาย ซีด หรือมีอาการบวม
ผู้ป่วยไตวายระยะรุนแรงอาจมีอาการคันตามผิวหนัง เนื่องจากของเสียและความผิดปกติของแร่ธาตุสะสมอยู่ในร่างกาย อาการคันอาจเป็นทั่วตัว รบกวนการนอน และทำให้เกิดรอยเกาจนเป็นแผลได้

นอกจากนี้ ไตที่ทำงานลดลงอาจสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะซีด อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเหนื่อยง่าย ส่วนอาการบวมมักเกิดจากการสะสมของน้ำและเกลือ โดยพบได้บริเวณใบหน้า หนังตา มือ ขา ข้อเท้า และเท้า

7. นอนไม่หลับหรือนอนราบไม่ได้
ของเสียที่สะสมในร่างกาย อาการคัน ตะคริว ความวิตกกังวล หรือการหายใจไม่สะดวก อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับยาก ตื่นบ่อย หรือนอนหลับไม่สนิทได้ อาการนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เมื่อโรคไตมีความรุนแรงมากขึ้น

ส่วนผู้ที่นอนราบไม่ได้และต้องหนุนหมอนสูง เพราะรู้สึกหอบหรือแน่นหน้าอก อาจมีภาวะน้ำเกินหรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอดร่วมด้วย ควรแจ้งแพทย์และเข้ารับการประเมินโดยเร็ว

8. ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะ
เมื่อไตสูญเสียความสามารถในการกรองเลือด ผู้ป่วยบางรายอาจมีปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจนหรือไม่มีปัสสาวะ แต่ผู้ป่วยไตวายบางคนยังสามารถปัสสาวะได้ จึงไม่ควรใช้ปริมาณปัสสาวะเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าไตยังทำงานดีหรือไม่

การประเมินภาวะไตวายต้องพิจารณาร่วมกันทั้งผลตรวจเลือด ค่าอัตราการกรองของไต ปริมาณปัสสาวะ อาการของผู้ป่วย และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

โรคไตวายระยะสุดท้ายรักษาอย่างไร
เมื่อไตทำงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แพทย์จะพิจารณาวิธีบำบัดทดแทนไต โดยแนวทางหลักประกอบด้วยการล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวม โรคร่วม สภาพหลอดเลือด สภาพช่องท้อง การใช้ชีวิต และความพร้อมของผู้ป่วยและครอบครัว

1. การล้างไตทางช่องท้อง
การล้างไตทางช่องท้องเป็นการใช้เยื่อบุภายในช่องท้องของผู้ป่วยเป็นตัวกรองของเสียและน้ำส่วนเกิน แพทย์จะผ่าตัดใส่สายขนาดเล็กเข้าสู่ช่องท้อง จากนั้นจึงใส่น้ำยาล้างไตผ่านสายดังกล่าว น้ำยาจะพักอยู่ในช่องท้องเพื่อรับของเสียและน้ำส่วนเกิน ก่อนระบายออกและเปลี่ยนน้ำยาถุงใหม่

การล้างไตทางช่องท้องมีรูปแบบสำคัญ ได้แก่

การล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเอง หรือ CAPD ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลเปลี่ยนน้ำยาด้วยมือในสถานที่ที่สะอาด โดยทั่วไปอาจเปลี่ยนประมาณ 4–6 ครั้งต่อวัน แต่จำนวนครั้งที่แท้จริงขึ้นอยู่กับแผนการรักษาของแพทย์

การล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือ APD เครื่องจะช่วยเปลี่ยนน้ำยาตามโปรแกรม ส่วนใหญ่มักทำในเวลากลางคืนขณะผู้ป่วยนอนหลับ ทำให้สามารถใช้ชีวิตหรือทำงานในช่วงกลางวันได้สะดวกขึ้น

ข้อดีของการล้างไตทางช่องท้องคือสามารถทำที่บ้านได้ มีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศูนย์ฟอกไตทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้อง รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด และสังเกตภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อบริเวณสายหรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

หากมีอาการปวดท้อง ไข้ คลื่นไส้ น้ำยาที่ระบายออกมาขุ่น หรือบริเวณสายมีอาการบวม แดง เจ็บ หรือมีหนอง ควรติดต่อสถานพยาบาลทันที

2. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการนำเลือดออกจากร่างกายผ่านทางเส้นเลือดที่เตรียมไว้ จากนั้นเครื่องจะส่งเลือดผ่านตัวกรองเพื่อกำจัดของเสีย น้ำ และเกลือแร่ส่วนเกิน ก่อนส่งเลือดที่ผ่านการกรองกลับเข้าสู่ร่างกาย

ผู้ป่วยที่ฟอกเลือดในศูนย์ฟอกไตมักได้รับการรักษาประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาและความถี่อาจแตกต่างกันตามสภาพร่างกาย ปริมาณของเสีย น้ำหนักตัว ปริมาณปัสสาวะที่เหลืออยู่ และคำสั่งของแพทย์

ก่อนเริ่มฟอกเลือด ผู้ป่วยมักต้องได้รับการเตรียมเส้นเลือดสำหรับฟอกไต เช่น การผ่าตัดเชื่อมหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำที่แขน หรือการใส่สายสวนหลอดเลือดในกรณีที่ต้องเริ่มการรักษาเร่งด่วน

การฟอกเลือดช่วยลดของเสียและน้ำส่วนเกิน ทำให้อาการบวม หายใจลำบาก เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถทดแทนหน้าที่ทั้งหมดของไตตามธรรมชาติ ผู้ป่วยยังต้องควบคุมอาหาร น้ำดื่ม รับประทานยา และเข้ารับการตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

3. การปลูกถ่ายไต
การปลูกถ่ายไตเป็นการผ่าตัดนำไตที่มีสุขภาพดีจากผู้บริจาคมาใส่ให้ผู้ป่วย ไตบริจาคอาจมาจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต เช่น สมาชิกในครอบครัวหรือผู้บริจาคที่ผ่านการประเมินอย่างเหมาะสม หรือมาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตและได้รับการบริจาคอวัยวะตามกระบวนการทางการแพทย์

ก่อนปลูกถ่าย ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจสุขภาพโดยละเอียด เพื่อประเมินความพร้อมในการผ่าตัด ตรวจความเข้ากันได้ของกรุ๊ปเลือดและเนื้อเยื่อ รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

สำหรับไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต การจัดสรรและการผ่าตัดต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาการเก็บรักษาที่เหมาะสม โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพอวัยวะ วิธีการเก็บรักษา และการพิจารณาของทีมปลูกถ่าย ไตจำนวนมากสามารถเก็บรักษานอกร่างกายได้ประมาณ 36–48 ชั่วโมง แต่ยิ่งปลูกถ่ายได้เร็วก็ยิ่งช่วยลดช่วงเวลาที่อวัยวะขาดเลือด

หลังปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันทุกวันเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต่อต้านไตใหม่ และต้องตรวจติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง การปลูกถ่ายไตไม่ใช่การรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน จึงต้องได้รับการประเมินจากทีมแพทย์เฉพาะทาง

การฟอกไตกับการปลูกถ่ายไต แบบไหนดีกว่ากัน
ไม่มีวิธีใดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกคน การตัดสินใจต้องพิจารณาหลายด้าน เช่น อายุ สุขภาพโดยรวม โรคหัวใจ เบาหวาน การติดเชื้อ สภาพหลอดเลือด ความสามารถในการดูแลตนเอง การสนับสนุนจากครอบครัว และความพร้อมในการเข้ารับการปลูกถ่าย

ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มด้วยการล้างไตทางช่องท้อง บางรายเหมาะกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และบางรายอาจได้รับการปลูกถ่ายไตภายหลัง การพูดคุยและวางแผนร่วมกับอายุรแพทย์โรคไตตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ระยะสุดท้าย จะช่วยให้มีเวลาเตรียมร่างกาย เตรียมเส้นเลือดหรือสายล้างไต และทำความเข้าใจข้อดีข้อจำกัดของแต่ละวิธี

เมื่อใดควรรีบไปโรงพยาบาล
ผู้ป่วยโรคไตควรไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรง เจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึมลง สับสน ชัก ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก อาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีปัสสาวะ หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เพราะอาจเกิดภาวะน้ำเกิน โพแทสเซียมสูง หรือความผิดปกติของกรด–ด่างที่เป็นอันตรายได้

สรุป
โรคไตวายระยะสุดท้ายเป็นภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียและรักษาสมดุลของร่างกายอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก คัน ซีด บวม นอนไม่หลับ รวมถึงปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีปัสสาวะ

แนวทางการรักษาหลัก ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต แต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมแตกต่างกัน ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคไตเพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ไม่ควรหยุดยา ปรับยา จำกัดน้ำ หรือปรับอาหารด้วยตนเอง

การรักษาที่เหมาะสมร่วมกับการควบคุมอาหาร รับประทานยาตามแพทย์สั่ง เข้ารับการฟอกไตตามกำหนด และติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมอาการ ลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
 
 
 
 
 


บทความที่เกี่ยวข้อง
9 ข้อที่อาจเสี่ยง “โรคไต” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด รักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงมีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิต เมื่อไตเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายอาจแสดงความเปลี่ยนแปลงหลายรูปแบบ แต่โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติจนกระทั่งตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะพบ
25 ก.ค. 2026
 โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก  ภัยเงียบช่วงหน้าร้อน
รู้จักโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากอากาศที่ร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการแล้วไม่ได้รับการรักษาในทันที อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบหัวใจ ระบบสมอง ไต และกล้ามเนื้อ อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ช่วงฤดูร้อน หลายจังหวัดในประเทศไทยมีอุณหภูมิทะลุสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อากาศที่ร้อนจัดทำให้เสี่ยงต่อโรคลมแดด ได้ง่าย
12 มิ.ย. 2024
ผู้ป่วยเบาหวาน อาการแบบไหนอันตราย?
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยอาจพบได้ทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยแต่ละภาวะมีอาการแตกต่างกัน หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
25 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy