โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ รู้ค่า eGFR เพื่อดูแลไตให้ทันเวลา
อัพเดทล่าสุด: 3 ส.ค. 2026
3 ผู้เข้าชม

โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ รู้ค่า eGFR เพื่อดูแลไตให้ทันเวลา
โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง การตรวจเลือดเพื่อประเมินค่า eGFR จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยบอกระดับการทำงานของไตและแบ่งระยะของโรคไตได้
ค่า eGFR คืออะไร?
eGFR หรือค่าประเมินอัตราการกรองของไต เป็นค่าที่ใช้ประเมินว่าไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้ดีเพียงใด โดยทั่วไปยิ่งค่า eGFR ต่ำลง ยิ่งแสดงว่าความสามารถในการทำงานของไตลดลง
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคไตไม่ควรพิจารณาจากค่า eGFR เพียงครั้งเดียว แพทย์อาจต้องประเมินร่วมกับผลตรวจปัสสาวะ ระดับโปรตีนในปัสสาวะ โรคประจำตัว และผลตรวจอื่น ๆ
โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1: eGFR ตั้งแต่ 90% ขึ้นไป
ไตยังสามารถทำงานได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ แต่อาจเริ่มตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบความผิดปกติของโครงสร้างไต
ในระยะนี้ควรติดตามผลตรวจอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมโรคประจำตัว และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายไต
ระยะที่ 2: eGFR 60–89%
ไตเริ่มมีการทำงานลดลงเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จึงอาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และน้ำหนักตัว จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้
ระยะที่ 3: eGFR 30–59%
ไตมีการทำงานลดลงในระดับปานกลาง ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย บวม ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีภาวะซีดร่วมด้วย
ระยะนี้ควรได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับอาหารและการใช้ยาให้เหมาะสมกับการทำงานของไต
ระยะที่ 4: eGFR 15–29%
ไตเสื่อมในระดับรุนแรง ความสามารถในการกรองของเสียลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการบวม เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง หรือปัสสาวะลดลง
แพทย์จะประเมินภาวะแทรกซ้อนและวางแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไตหากจำเป็น
ระยะที่ 5: eGFR ต่ำกว่า 15%
เป็นระยะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ของเสียและน้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายจนเกิดอันตราย
ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไต การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามดุลยพินิจของแพทย์
ใครบ้างที่ควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ?
ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว ควรตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อไต
ดูแลไตอย่างไรให้ทำงานได้นานขึ้น?
ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูป ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และไม่ซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง การตรวจเลือดเพื่อประเมินค่า eGFR จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยบอกระดับการทำงานของไตและแบ่งระยะของโรคไตได้
ค่า eGFR คืออะไร?
eGFR หรือค่าประเมินอัตราการกรองของไต เป็นค่าที่ใช้ประเมินว่าไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้ดีเพียงใด โดยทั่วไปยิ่งค่า eGFR ต่ำลง ยิ่งแสดงว่าความสามารถในการทำงานของไตลดลง
อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคไตไม่ควรพิจารณาจากค่า eGFR เพียงครั้งเดียว แพทย์อาจต้องประเมินร่วมกับผลตรวจปัสสาวะ ระดับโปรตีนในปัสสาวะ โรคประจำตัว และผลตรวจอื่น ๆ
โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1: eGFR ตั้งแต่ 90% ขึ้นไป
ไตยังสามารถทำงานได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ แต่อาจเริ่มตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบความผิดปกติของโครงสร้างไต
ในระยะนี้ควรติดตามผลตรวจอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมโรคประจำตัว และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายไต
ระยะที่ 2: eGFR 60–89%
ไตเริ่มมีการทำงานลดลงเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จึงอาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และน้ำหนักตัว จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้
ระยะที่ 3: eGFR 30–59%
ไตมีการทำงานลดลงในระดับปานกลาง ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย บวม ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีภาวะซีดร่วมด้วย
ระยะนี้ควรได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับอาหารและการใช้ยาให้เหมาะสมกับการทำงานของไต
ระยะที่ 4: eGFR 15–29%
ไตเสื่อมในระดับรุนแรง ความสามารถในการกรองของเสียลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการบวม เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง หรือปัสสาวะลดลง
แพทย์จะประเมินภาวะแทรกซ้อนและวางแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไตหากจำเป็น
ระยะที่ 5: eGFR ต่ำกว่า 15%
เป็นระยะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ของเสียและน้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายจนเกิดอันตราย
ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไต การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามดุลยพินิจของแพทย์
ใครบ้างที่ควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ?
ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว ควรตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อไต
ดูแลไตอย่างไรให้ทำงานได้นานขึ้น?
ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูป ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และไม่ซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
บทความที่เกี่ยวข้อง
ตับคืออะไร ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งของร่างกาย
มีน้ำหนักประมาณ 1,400 - 1,800 กรัม รูปร่างของตับคล้ายกับสามเหลี่ยมชายธง ตำแหน่งของตับจะอยู่ใต้ชายโครงข้างขวา ทอดยาวไปทางด้านซ้ายอยู่ใต้กะบังลม ด้านล่างติดกับถุงน้ำดีและลำไส้ใหญ่ส่วนกลางด้านซ้ายติดกับกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและตับอ่อน โดยปกติตับจะมีสีแดงเข้มเกือบเป็นสีดำแดง
6 มี.ค. 2025
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต การสร้างเม็ดเลือดแดง และการดูแลความแข็งแรงของกระดูก
25 ก.ค. 2026
อาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารทอด อาหารแปรรูป และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก หากรับประทานเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความต้องการ ส่งผลต่อน้ำหนัก ระดับไขมันในเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การปรับวิธีเลือกและปรุงอาหารจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลสุขภาพ
2 ส.ค. 2026


