แชร์

เช็กลิสต์สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

อัพเดทล่าสุด: 25 ก.ค. 2026
0 ผู้เข้าชม

เช็กลิสต์สัญญาณเตือนโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก บางคนอาจมีเพียงความผิดปกติเล็กน้อยเกี่ยวกับการขับถ่าย เช่น ท้องผูกบ่อยขึ้น ถ่ายไม่สุด หรือมีเลือดปนในอุจจาระ จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการของโรคริดสีดวงทวารหรือปัญหาทางเดินอาหารทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากความผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นมากขึ้น หรือมีหลายอาการร่วมกัน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

ต่อไปนี้คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ควรสังเกต



1. ถ่ายเป็นเลือด มีมูกเลือด หรือขับถ่ายผิดปกติ
การมีเลือดปนออกมากับอุจจาระเป็นหนึ่งในอาการที่ควรให้ความสำคัญ โดยเลือดอาจมีลักษณะเป็นสีแดงสด สีแดงคล้ำ หรือทำให้อุจจาระมีสีดำผิดปกติ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของเลือดออกภายในทางเดินอาหาร

บางรายอาจไม่ได้เห็นเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก แต่อาจสังเกตเห็นเป็นจุดเลือดเล็ก ๆ มีมูกปนเลือด หรือมีเลือดติดกระดาษชำระหลังขับถ่าย นอกจากนี้ยังอาจพบการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการขับถ่าย เช่น ท้องเสียสลับท้องผูก ถ่ายบ่อยขึ้น รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือรูปร่างของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แม้การถ่ายเป็นเลือดจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ริดสีดวงทวาร แผลบริเวณทวารหนัก หรือลำไส้อักเสบ แต่ไม่ควรสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดออกซ้ำ ๆ ติดต่อกัน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ปวดท้อง อ่อนเพลีย หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

2. มีภาวะซีดหรืออ่อนเพลียจากการเสียเลือดเรื้อรัง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่บางรายอาจมีเลือดออกภายในลำไส้ทีละน้อยเป็นเวลานาน โดยที่ไม่สามารถมองเห็นเลือดในอุจจาระได้ด้วยตาเปล่า เมื่อร่างกายสูญเสียเลือดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางหรือภาวะซีดตามมา

อาการที่พบได้ ได้แก่ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น หายใจเร็ว หรือรู้สึกเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ บางคนอาจมีใบหน้าซีด ริมฝีปากซีด หรือเยื่อบุตาซีดร่วมด้วย

ภาวะซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด ไม่ควรรับประทานยาบำรุงเลือดเพียงอย่างเดียวโดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาการซีดอาจเป็นสัญญาณว่ามีเลือดออกเรื้อรังอยู่ภายในระบบทางเดินอาหาร

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อค้นหาตำแหน่งและสาเหตุของการเสียเลือด

3. คลำพบก้อนแข็งหรือรู้สึกว่ามีก้อนผิดปกติบริเวณท้อง
ผู้ป่วยบางรายอาจคลำพบก้อนแข็งบริเวณหน้าท้อง หรือรู้สึกว่าบางส่วนของท้องนูนและแข็งผิดปกติ ก้อนอาจเกิดจากตัวโรค ก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่ หรือการอุดตันของลำไส้

ตำแหน่งของก้อนสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับบริเวณของลำไส้ที่มีความผิดปกติ บางรายอาจคลำพบก้อนบริเวณท้องน้อยด้านขวา ด้านซ้าย หรือบริเวณอื่นของช่องท้องร่วมกับอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ

การคลำพบก้อนในท้องไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะอาจเกิดจากอวัยวะภายในโต ซีสต์ เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง หรือสาเหตุอื่นได้ แต่ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ไม่ควรกด คลึง หรือนวดบริเวณก้อนอย่างรุนแรง

หากก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดมาก น้ำหนักลด รับประทานอาหารได้น้อย หรือมีการขับถ่ายผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

4. มีอาการของลำไส้อุดตัน
เมื่อลำไส้มีความผิดปกติหรือมีก้อนขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้ช่องทางภายในลำไส้แคบลงจนของเสียและแก๊สไม่สามารถเคลื่อนผ่านได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งเป็นภาวะที่ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

อาการที่อาจพบ ได้แก่ ปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือปวดบิดรุนแรง ท้องอืด ท้องโต แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ถ่ายอุจจาระน้อยลง อุจจาระมีลักษณะเล็กหรือแบนผิดปกติ รวมถึงไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้

ในบางรายอาจมีอาการปวดท้องรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับท้องแข็ง อาเจียนบ่อย มีไข้ หรือมีภาวะขาดน้ำ หากมีอาการดังกล่าวควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะลำไส้อุดตันอาจทำให้ลำไส้ขาดเลือด ลำไส้ทะลุ หรือติดเชื้อในช่องท้องได้

ใครบ้างที่ควรใส่ใจเรื่องการตรวจคัดกรอง
แม้ผู้ที่ไม่มีอาการก็อาจพบความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากขึ้น มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ มีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือเคยตรวจพบติ่งเนื้อมาก่อน

ผู้ที่รับประทานอาหารแปรรูป เนื้อแดง หรืออาหารไขมันสูงเป็นประจำ รับประทานผักและใยอาหารน้อย ไม่ค่อยออกกำลังกาย มีภาวะน้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ควรดูแลสุขภาพและปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรอง

การตรวจคัดกรองอาจประกอบด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจอื่นตามปัจจัยเสี่ยงและคำแนะนำของแพทย์

อย่ารอให้อาการรุนแรงแล้วค่อยตรวจ
อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจคล้ายกับโรคทางเดินอาหารทั่วไป จึงไม่สามารถวินิจฉัยโรคจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ แต่หากพบว่ามีเลือดปนในอุจจาระ ขับถ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ คลำพบก้อนบริเวณท้อง หรือมีอาการคล้ายลำไส้อุดตัน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์

การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสม เป็นก้าวสำคัญในการค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่ร่างกายกำลังบอก หากมีอาการผิดปกติหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง
7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านมสากล  "Wolrd Breast Cancer Day"
วันมะเร็งเต้านมสากล "Wolrd Breast Cancer Day"
3 ต.ค. 2024
โรคไตวายระยะสุดท้าย รักษาอย่างไร? รู้จักอาการและทางเลือกในการรักษา
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต การสร้างเม็ดเลือดแดง และการดูแลความแข็งแรงของกระดูก
25 ก.ค. 2026
 โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก  ภัยเงียบช่วงหน้าร้อน
รู้จักโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากอากาศที่ร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการแล้วไม่ได้รับการรักษาในทันที อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบหัวใจ ระบบสมอง ไต และกล้ามเนื้อ อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ช่วงฤดูร้อน หลายจังหวัดในประเทศไทยมีอุณหภูมิทะลุสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อากาศที่ร้อนจัดทำให้เสี่ยงต่อโรคลมแดด ได้ง่าย
12 มิ.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy