9 ข้อที่อาจเสี่ยง “โรคไต” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

9 ข้อที่อาจเสี่ยง “โรคไต” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด รักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงมีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิต เมื่อไตเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายอาจแสดงความเปลี่ยนแปลงหลายรูปแบบ แต่โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติจนกระทั่งตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะพบ

อาการต่อไปนี้ไม่ได้ยืนยันว่าจะต้องเป็นโรคไตเสมอไป เพราะอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อเนื่อง อาการรุนแรงขึ้น หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อร่วมกัน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
1. หน้าบวม ตาบวม ตัวบวม หรือเท้าบวม
อาการบวมอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีน้ำและเกลือสะสมมากกว่าปกติ เนื่องจากไตไม่สามารถขับของเหลวส่วนเกินออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจสังเกตว่าหนังตาหรือใบหน้าบวมหลังตื่นนอน แหวนหรือรองเท้าคับขึ้น ข้อเท้าและเท้าบวม หรือกดผิวหนังแล้วเกิดรอยบุ๋ม
โรคไตบางชนิดทำให้โปรตีนที่ควรอยู่ในกระแสเลือดรั่วออกมากับปัสสาวะ เมื่อระดับโปรตีนในเลือดลดลง ของเหลวอาจเคลื่อนออกไปสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดอาการบวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา มือ ขา ข้อเท้า และเท้าได้
อย่างไรก็ตาม อาการบวมยังสามารถเกิดจากโรคหัวใจ โรคตับ ความผิดปกติของหลอดเลือด การรับประทานอาหารเค็ม หรือยาบางชนิดได้ หากมีอาการบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ปัสสาวะลดลง หรืออาการบวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาล
2. ปวดศีรษะเป็นจังหวะหรือปวดศีรษะบ่อยครั้ง
อาการปวดศีรษะไม่ใช่อาการจำเพาะของโรคไต แต่ควรระวังหากเกิดร่วมกับความดันโลหิตสูง เนื่องจากความดันโลหิตสูงสามารถเป็นได้ทั้งสาเหตุและผลกระทบจากโรคไต เมื่อไตควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือ และระบบที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตได้ไม่ดี ความดันอาจสูงขึ้นและเพิ่มความเสียหายต่อไตต่อเนื่องเป็นวงจร
ผู้ที่ปวดศีรษะบ่อย มึนงง ตาพร่ามัว ใจสั่น หรือรู้สึกว่าปวดตามจังหวะชีพจร ควรวัดความดันโลหิต แต่ไม่ควรรอให้มีอาการจึงค่อยตรวจ เพราะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ และอาการปวดศีรษะจากความดันสูงพบได้เพียงบางกรณีเท่านั้น
หากวัดความดันได้สูงผิดปกติซ้ำ ๆ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อหัวใจ หลอดเลือด และไต ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือปรับยาความดันด้วยตนเอง
3. ปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติ
การสังเกตลักษณะและปริมาณปัสสาวะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาการที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่
ปัสสาวะเป็นฟองมากและฟองไม่ยุบง่าย ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีแดง ชมพู หรือสีน้ำตาลคล้ายน้ำโคล่า ซึ่งอาจเกิดจากเลือดปน ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรงผิดปกติ ปัสสาวะน้อยลงหรือมากขึ้นกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน รวมถึงมีอาการแสบขัดหรือปวดขณะปัสสาวะ
ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงโรคไตเรื้อรังทุกกรณี เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ยาบางชนิด อาหาร หรือภาวะขาดน้ำได้ แต่หากมีเลือดปน ปัสสาวะเป็นฟองต่อเนื่อง ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน หรือมีไข้และปวดหลังร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
4. ปวดบั้นเอวหรือปวดบริเวณสีข้างด้านใดด้านหนึ่ง
อาการปวดบริเวณด้านหลังหรือสีข้าง ระหว่างชายโครงกับสะโพก อาจเกี่ยวข้องกับระบบไตและทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ ปวดร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ มีเลือดปนในปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีไข้หนาวสั่น
นิ่วในไตอาจทำให้เกิดอาการปวดแหลมบริเวณหลัง สีข้าง ท้องน้อย หรือขาหนีบ ส่วนการติดเชื้อที่ไตอาจทำให้ปวดหลังหรือสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเจ็บ คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้
อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่ทำให้เกิดอาการปวดไตโดยตรง จึงไม่ควรใช้เพียงตำแหน่งของอาการปวดในการวินิจฉัย หากปวดมาก ปวดไม่หาย มีไข้สูง อาเจียน หรือปัสสาวะเป็นเลือด ควรพบแพทย์ทันที
5. มีจ้ำเลือดหรือรอยช้ำเกิดขึ้นง่ายตามร่างกาย
การมีจ้ำเลือดหรือรอยช้ำโดยไม่ทราบสาเหตุอาจเกิดจากหลายภาวะ เช่น การกระแทกโดยไม่รู้ตัว เกล็ดเลือดต่ำ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด โรคตับ การขาดสารอาหาร หรือผลจากยาบางชนิด
ในผู้ที่มีไตวายหรือไตทำงานลดลงอย่างรุนแรง อาจพบภาวะเลือดออกหรือเกิดรอยช้ำง่ายขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคไตระยะแรก จึงไม่ควรสรุปว่ารอยช้ำเกิดจากไตโดยไม่ได้ตรวจหาสาเหตุ
หากรอยช้ำเกิดขึ้นบ่อย มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนมากผิดปกติ ถ่ายดำ หรือมีจุดเลือดเล็ก ๆ กระจายตามผิวหนัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด ตับ และการทำงานของไต
6. มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรังในผู้ใหญ่ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไต ส่วนความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดในไตได้รับแรงดันมากขึ้น จนการกรองของเสียค่อย ๆ ลดลง
ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงอาจยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการ แม้เริ่มมีความเสียหายของไตแล้ว จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันตามเป้าหมายของแพทย์ รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ รวมถึงตรวจเลือดประเมินการกรองของไตตามกำหนด
7. ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี
การไม่เคยตรวจสุขภาพอาจทำให้พลาดโอกาสค้นพบโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยประเมินว่าไตยังสามารถกรองของเสียได้ดีเพียงใด
การตรวจสุขภาพไตเบื้องต้นมักประกอบด้วยการวัดความดันโลหิต การตรวจเลือดดูค่าครีอะตินินและคำนวณอัตราการกรองของไตหรือ eGFR รวมถึงการตรวจปัสสาวะหาโปรตีน อัลบูมิน เลือด และความผิดปกติอื่น ๆ ผู้ที่มีเบาหวานควรได้รับการตรวจไตเป็นประจำทุกปี ส่วนผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจบ่อยเพียงใด
8. รับประทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้ หรืออาเจียน
เมื่อไตทำงานลดลงมาก ของเสียและสารต่าง ๆ อาจสะสมอยู่ในเลือด ส่งผลให้รู้สึกเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีรสชาติผิดปกติในปาก อาการเหล่านี้มักพบเมื่อโรคไตมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็อาจเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงจากยาได้เช่นกัน
หากอาเจียนหลายครั้ง ดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะลดลง เวียนศีรษะมาก ซึมลง หรือมีอาการบวมและหายใจลำบากร่วมด้วย ควรไปโรงพยาบาล เพราะการขาดน้ำหรือการเจ็บป่วยเฉียบพลันอาจทำให้ไตได้รับความเสียหายเพิ่มเติม
9. มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต
ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือสมาชิกใกล้ชิดในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง ไตวาย หรือมีโรคไตที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภาวะน้ำหนักเกิน
ประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคไตอย่างแน่นอน แต่ควรแจ้งแพทย์เมื่อตรวจสุขภาพ และเข้ารับการตรวจเลือด ปัสสาวะ และความดันโลหิตตามช่วงเวลาที่เหมาะสม การค้นพบความผิดปกติเร็วช่วยให้สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงและชะลอความเสียหายของไตได้
ควรตรวจสุขภาพไตเมื่อใด
ไม่ควรรอให้มีอาการบวม คลื่นไส้ หรือปัสสาวะผิดปกติแล้วจึงตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ประวัติครอบครัวเป็นโรคไต หรือเคยพบความผิดปกติในปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ


