แชร์

ตับคืออะไร

อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
2578 ผู้เข้าชม

ตับคืออะไร  ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งของร่างกาย
      มีน้ำหนักประมาณ 1,400 - 1,800 กรัม รูปร่างของตับคล้ายกับสามเหลี่ยมชายธง ตำแหน่งของตับจะอยู่ใต้ชายโครงข้างขวา ทอดยาวไปทางด้านซ้ายอยู่ใต้กะบังลม ด้านล่างติดกับถุงน้ำดีและลำไส้ใหญ่ส่วนกลางด้านซ้ายติดกับกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและตับอ่อน  โดยปกติตับจะมีสีแดงเข้มเกือบเป็นสีดำแดง

ตับ  อวัยวะสุดสำคัญที่ปล่อยให้พังไม่ได้
     ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่มากกว่า 500 อย่างเพื่อให้มนุษย์เราสามารถดำรงชีพในชีวิตประจำวัน และมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกายมนุษย์เป็นอย่างมาก เปรียบได้กับโรงงานที่สำคัญขนาดใหญ่ในร่างกายเรา

หน้าที่ของ "ตับ"
     ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสภาพร่างกายให้มีความสมดุล ช่วยขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ยังสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบที่ทำให้เลือดแข็งตัว รวมถึงสร้างน้ำดีซึ่งช่วยดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายน้ำในน้ำมัน

              หน้าที่หลักของตับอีกอย่างก็คือ การกรองของเสียและขจัดสารพิษตกค้างจากการรับประทานอาหารออกจากร่างกายเรา ยิ่งหากเราเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณประโยชน์อาจส่งผลเสียต่อตับได้

 

พฤติกรรมเสี่ยงโรคตับ
              ตับมีหน้าที่ขจัดสารพิษ เมื่อไหร่ก็ตามที่ละเลยขาดการเอาใจใส่ ทั้งเรื่องของการกินและการใช้ชีวิตประจำวันล้วนส่งผลต่อสุขภาพของตับเราทั้งนั้นเลยค่ะ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ตับมีปัญหาและเกิดโรคตับ มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารของแต่ละคนที่เปลี่ยนไป

พฤติกรรมที่ทำให้คุณเสี่ยงโรคตับ เช่น
                 รับประทานอาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ประเภท ปิ้งย่าง ของทอด ของมันๆ และอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ ชีส จะทำให้ร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป จนทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง ไขมันสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรคไขมันพอกตับ

                ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ  ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงเป็นโรคตับมากกว่าใคร เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้มีไขมันสะสมในตับ

                การรับประทานยาและอาหารเสริม  เมื่อร่างกายได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูง หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ตับจะไม่สามารถทำลายได้ทัน เหลือเป็นส่วนเกินและมีฤทธิ์ทำลายเนื้อตับ

                ภาวะอ้วนลงพุง เมื่อมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป จนทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่ตับ นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง

               รับประทานน้ำตาลมากจนเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งมักพบในเครื่องดื่มที่มีรสหวานจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมอยู่ในตับ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ การมีระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับจนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับได้ แม้จะไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินก็ตาม

 

                   หากไม่อยากเป็นโรคตับ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ และพังผืดในตับ เพราะการตรวจพบในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นมะเร็งตับ

                   ตับถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเราเป็นอย่างมาก ด้วยสาเหตุนี้ เราควรใส่ใจดูแลสุขภาพตับของเราให้ทำหน้าที่ได้ดีอยู่ตลอดนะคะ



หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 098-851-5191 หรือ 035-249-500 กด 811

 




บทความที่เกี่ยวข้อง
รู้ก่อน สังเกตได้ “มะเร็งกระดูก” มีอาการอย่างไร?
มะเร็งกระดูกเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่อาจส่งผลต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูก หากสังเกตพบอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย วางแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
26 ส.ค. 2026
ผู้ป่วยเบาหวาน อาการแบบไหนอันตราย?
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยอาจพบได้ทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยแต่ละภาวะมีอาการแตกต่างกัน หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
25 ก.ค. 2026
ทำความรู้จักค่า BUN ค่าการทำงานของไตที่ผู้ป่วยโรคไตและมะเร็งควรรู้
ค่า BUN เป็นหนึ่งในค่าตรวจเลือดที่ช่วยประเมินการกำจัดของเสียของไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่กำลังรับการรักษา อย่างไรก็ตาม ค่า BUN สูงไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งหรือมะเร็งกำลังเติบโตเสมอไป จึงต้องแปลผลร่วมกับค่า Creatinine, eGFR อาการของผู้ป่วย และผลตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์
5 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy