แชร์

ภัยเงียบ! โรคไขมันสะสมที่ตับ รู้เร็ว ป้องกันได้ก่อนตับเสียหาย

อัพเดทล่าสุด: 30 ส.ค. 2026
43 ผู้เข้าชม

โรคไขมันสะสมที่ตับคืออะไร?
โรคไขมันสะสมที่ตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ภายในเซลล์ตับมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะนี้มักไม่แสดงอาการและอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากผลเลือดหรือการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง NHS



การดำเนินของโรค
โรคไขมันสะสมที่ตับอาจค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับ ดังนี้

ไขมันสะสมในตับ
ระยะแรกมักยังไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัว
ตับเริ่มอักเสบ
เมื่อไขมันสะสมต่อเนื่อง อาจกระตุ้นให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง
เกิดพังผืดในตับ
การอักเสบเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดแผลและพังผืดแทรกอยู่ในเนื้อตับ
ตับเสียหายรุนแรง
หากไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยง โรคอาจพัฒนาไปสู่ตับแข็ง ภาวะตับล้มเหลว และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีไขมันสะสมในตับไม่ได้พัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงทุกราย การปรับพฤติกรรมและติดตามผลกับแพทย์สามารถช่วยชะลอความเสียหายของตับได้

อาการที่ควรสังเกต
ระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ เช่น

อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
รู้สึกไม่สบายตัว
แน่นหรือเจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา
เบื่ออาหาร คลื่นไส้
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากโรคเข้าสู่ระยะรุนแรง อาจพบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวม ขาบวม คันตามผิวหนัง หรือมีอาการสับสน ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง?
ผู้ที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน หรือมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
ผู้ที่มีไขมันในเลือดหรือความดันโลหิตสูง
ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย
ผู้ที่รับประทานอาหารหวาน มัน หรืออาหารแปรรูปเป็นประจำ
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น Tamoxifen ซึ่งควรติดตามการทำงานของตับตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรหยุดยาเอง

แนวทางดูแลและป้องกัน
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม โดยลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ลดอาหารทอด อาหารมัน ไขมันอิ่มตัว น้ำหวาน และขนมที่มีน้ำตาลสูง
เพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และอาหารที่มีประโยชน์
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เหมาะกับสภาพร่างกาย
งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มความเสียหายต่อตับ
ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิต
ไม่ซื้อยาหรืออาหารเสริมรับประทานเอง
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจสุขภาพและประเมินการทำงานของตับตามคำแนะนำของแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
นิ้วล็อค หรือ Trigger Finger
นิ้วล็อค หรือ Trigger Finger เรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย เป็นความผิดปกติของมือที่ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้อย่างปกติ อาจเป็นนิ้วเดียวหรือหลายนิ้วโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องใช้นิ้วมือในการพิมพ์คีย์บอร์ด สมาร์ทโฟน หรือใช้ข้อมือขยับเมาส์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคนิ้วล็อคได้ เกิดจากการอักเสบหนาตัวของปลอกเอ็นกล้ามเนื้อที่นิ้ว ทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติ นิ้วจึงเกิดการล็อค ไม่สามารถกลับมายืดตรงได้ตามปกติสาเหตุของโรคนิ้วล็อค การใช้งานของมือและนิ้วมือมาก ระยะเวลานาน หรือบุคคลที่ต้องทำงานโดยการกำมือแน่น ๆ เป็นประจำ จนทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว ทำให้นิ้วขยับได้ไม่ดี งอข้อนิ้วมือแล้วไม่สามารถเหยียดกลับคืนได้เหมือนเดิม หรือรู้สึกเหมือนนิ้วถูกล็อคไว้
12 มิ.ย. 2024
โรคหลอดเลือดหัวใจ รู้ก่อน ป้องกันได้!
โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรืออุดตัน ส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับการสะสมของไขมันและคราบพลัคภายในหลอดเลือด หากหลอดเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเกิดภาวะหัวใจวาย ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
21 ส.ค. 2026
ทำความรู้จักค่า BUN ค่าการทำงานของไตที่ผู้ป่วยโรคไตและมะเร็งควรรู้
ค่า BUN เป็นหนึ่งในค่าตรวจเลือดที่ช่วยประเมินการกำจัดของเสียของไต โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่กำลังรับการรักษา อย่างไรก็ตาม ค่า BUN สูงไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งหรือมะเร็งกำลังเติบโตเสมอไป จึงต้องแปลผลร่วมกับค่า Creatinine, eGFR อาการของผู้ป่วย และผลตรวจอื่น ๆ โดยแพทย์
5 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy