แชร์

รู้ก่อน สังเกตได้ “มะเร็งกระดูก” มีอาการอย่างไร?

อัพเดทล่าสุด: 26 ส.ค. 2026
27 ผู้เข้าชม



มะเร็งกระดูกเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่อาจส่งผลต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูก หากสังเกตพบอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย วางแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

มะเร็งกระดูกคืออะไร?



มะเร็งกระดูก คือ ภาวะที่เซลล์บริเวณกระดูกหรือกระดูกอ่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงและแบ่งตัวอย่างผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนมะเร็งที่สามารถทำลายเนื้อกระดูกโดยรอบได้

มะเร็งที่พบในกระดูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

มะเร็งกระดูกปฐมภูมิ
เป็นมะเร็งที่เริ่มเกิดขึ้นจากเซลล์ภายในกระดูกหรือกระดูกอ่อนโดยตรง พบได้น้อยกว่ามะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น ตัวอย่างชนิดที่พบ ได้แก่

• Osteosarcoma หรือมะเร็งกระดูกชนิดสร้างเนื้อกระดูกผิดปกติ พบได้บ่อยในเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว
• Chondrosarcoma หรือมะเร็งที่เกิดจากเซลล์กระดูกอ่อน พบได้มากกว่าในผู้ใหญ่
• Ewing sarcoma เป็นมะเร็งที่พบได้ในเด็กและวัยรุ่น โดยอาจเกิดขึ้นบริเวณกระดูกหรือเนื้อเยื่อรอบกระดูก

มะเร็งแพร่กระจายมายังกระดูก
เป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งจากอวัยวะอื่นแพร่กระจายเข้าสู่กระดูก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งไต และมะเร็งต่อมไทรอยด์

ภาวะนี้เรียกว่า “มะเร็งแพร่กระจายเข้ากระดูก” ไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมะเร็งกระดูก ตัวอย่างเช่น มะเร็งเต้านมที่แพร่กระจายมายังกระดูก ยังคงจัดเป็นมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย และมีแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งที่เริ่มต้นจากกระดูกโดยตรง

สัญญาณและอาการของมะเร็งกระดูก

อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด ตำแหน่งของก้อน และการแพร่กระจายของโรค โดยอาการที่ควรสังเกตมีดังนี้

ปวดกระดูกผิดปกติ
อาการปวดกระดูกเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยในระยะแรกอาจปวดเป็นครั้งคราว ปวดเฉพาะเมื่อใช้งาน หรือปวดมากขึ้นในเวลากลางคืน

เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาการปวดอาจเกิดบ่อยขึ้น ปวดต่อเนื่องแม้ขณะพัก หรือมีอาการรุนแรงจนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน

มีก้อนหรืออาการบวมบริเวณกระดูก
อาจสังเกตเห็นก้อนนูน อาการบวม หรือรู้สึกอุ่นบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง โดยเฉพาะบริเวณแขน ขา หน้าอก หรือเชิงกราน

ก้อนบางตำแหน่งอาจมองเห็นหรือคลำได้ยาก หากอยู่ลึกภายในร่างกาย ผู้ป่วยจึงอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว

กระดูกหักหรือแตกร้าวง่ายกว่าปกติ
เมื่อเซลล์มะเร็งทำลายเนื้อกระดูก กระดูกบริเวณนั้นจะอ่อนแอลง ทำให้มีโอกาสหักหรือแตกร้าวได้ง่าย แม้ได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย หรือในบางรายอาจเกิดกระดูกหักโดยไม่มีอุบัติเหตุรุนแรง

หากมีอาการปวดกระดูกมาระยะหนึ่งแล้วเกิดอาการปวดรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเกิดกระดูกหักจากพยาธิสภาพได้

เคลื่อนไหวลำบากหรือข้อติด
หากก้อนมะเร็งอยู่ใกล้ข้อต่อ อาจทำให้ข้อติด เคลื่อนไหวได้น้อยลง ยกแขนลำบาก เดินกะเผลก หรือไม่สามารถใช้งานแขนและขาได้ตามปกติ

อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีกระดูกอ่อนแออยู่เดิม

ชา อ่อนแรง หรือปวดร้าวตามแนวเส้นประสาท
หากก้อนมะเร็งเกิดขึ้นบริเวณกระดูกสันหลัง อาจกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดร้าว ชา แขนหรือขาอ่อนแรง เดินลำบาก หรือสูญเสียการควบคุมการขับถ่าย

อาการชาและอ่อนแรงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับปัญหาการขับถ่าย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

อาการผิดปกติอื่น ๆ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีไข้ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะต่อมะเร็งกระดูก และอาจพบได้จากโรคหรือภาวะสุขภาพอื่น

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้

• ปวดกระดูกต่อเนื่องหรือมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ
• ปวดกระดูกในเวลากลางคืนหรือปวดแม้ขณะพัก
• คลำพบก้อนหรือมีอาการบวมบริเวณกระดูก
• เคลื่อนไหวข้อต่อลำบากหรือเดินกะเผลกโดยไม่ทราบสาเหตุ
• กระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
• มีประวัติโรคมะเร็งและเริ่มมีอาการปวดกระดูกผิดปกติ
• มีอาการปวดหลังร่วมกับชา แขนหรือขาอ่อนแรง
• น้ำหนักลดหรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งกระดูกเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการบาดเจ็บ การอักเสบ การติดเชื้อ โรคข้อ หรือโรคของกระดูกชนิดอื่นได้ แต่ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

แพทย์วินิจฉัยมะเร็งกระดูกอย่างไร?

การวินิจฉัยอาจเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินตำแหน่งที่มีอาการผิดปกติ จากนั้นแพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

• การเอกซเรย์ เพื่อดูความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก
• การตรวจ MRI เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด และการลุกลามของก้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียง
• การตรวจ CT scan เพื่อประเมินรายละเอียดของกระดูกและตรวจหาการแพร่กระจาย
• การสแกนกระดูกหรือการตรวจภาพทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในผู้ป่วยบางราย
• การตรวจเลือดเพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและค้นหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง
• การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ หรือ Biopsy เพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ รวมถึงระบุชนิดของเซลล์มะเร็ง

แม้ผลตรวจภาพจะทำให้สงสัยว่าเป็นก้อนมะเร็ง แต่การตรวจชิ้นเนื้อเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัย จึงควรดำเนินการโดยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและวางแผนตำแหน่งการตัดชิ้นเนื้ออย่างเหมาะสม

แนวทางการรักษามะเร็งกระดูก

การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ตำแหน่ง ขนาด ระยะของโรค อายุ สุขภาพโดยรวม และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน โดยแนวทางหลักอาจประกอบด้วย

การผ่าตัด
มีเป้าหมายเพื่อนำก้อนมะเร็งออกให้ได้มากที่สุด พร้อมควบคุมโรคและรักษาการใช้งานของแขนหรือขา ในปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถรับการผ่าตัดแบบสงวนอวัยวะได้ แต่ต้องพิจารณาตามตำแหน่งและการลุกลามของก้อน

เคมีบำบัด
ใช้ยาเพื่อทำลายหรือควบคุมเซลล์มะเร็ง อาจให้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อน หรือให้หลังการผ่าตัดเพื่อลดโอกาสที่โรคจะกลับมา การใช้เคมีบำบัดขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งกระดูก

รังสีรักษา
ใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็ง อาจใช้ในมะเร็งบางชนิด ใช้เมื่อไม่สามารถผ่าตัดก้อนออกได้ทั้งหมด หรือใช้เพื่อลดอาการปวดและควบคุมโรคเฉพาะตำแหน่ง

ยามุ่งเป้าหรือการรักษาอื่น
ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยามุ่งเป้าหรือการรักษารูปแบบอื่นตามชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะโรค ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และดุลยพินิจของทีมแพทย์

การฟื้นฟูหลังการรักษา

หลังการผ่าตัดหรือการรักษามะเร็ง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อติด หรือเคลื่อนไหวได้ลดลง การฟื้นฟูอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยอาจประกอบด้วย

• กายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
• ฝึกการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
• ป้องกันข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ
• ฝึกเดินหรือใช้อุปกรณ์ช่วยเดินอย่างปลอดภัย
• จัดการอาการปวดร่วมกับทีมรักษา
• ดูแลด้านโภชนาการและสุขภาพจิต
• ติดตามอาการและผลการรักษาตามนัดอย่างต่อเนื่อง

อาการปวดกระดูกไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป แต่หากมีอาการปวดต่อเนื่อง ปวดมากในเวลากลางคืน คลำพบก้อน กระดูกหักง่าย เคลื่อนไหวลำบาก หรือมีอาการทางระบบประสาท ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

การเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มพบความผิดปกติ ช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุ วินิจฉัยโรค และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม


บทความที่เกี่ยวข้อง
ผู้ป่วยเบาหวาน อาการแบบไหนอันตราย?
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยอาจพบได้ทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยแต่ละภาวะมีอาการแตกต่างกัน หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดสามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
25 ก.ค. 2026
5 สัญญาณเตือน ใครเสี่ยงเบาหวาน? รู้ก่อน ป้องกันได้
โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง การสังเกตสัญญาณเตือนและเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
10 ส.ค. 2026
โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ รู้ค่า eGFR เพื่อดูแลไตให้ทันเวลา
โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง การตรวจเลือดเพื่อประเมินค่า eGFR จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยบอกระดับการทำงานของไตและแบ่งระยะของโรคไตได้
3 ส.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy