แชร์

โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ รู้ค่า eGFR เพื่อดูแลไตให้ทันเวลา

อัพเดทล่าสุด: 6 ส.ค. 2026
278 ผู้เข้าชม

โรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ รู้ค่า eGFR เพื่อดูแลไตให้ทันเวลา
โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง การตรวจเลือดเพื่อประเมินค่า eGFR จึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยบอกระดับการทำงานของไตและแบ่งระยะของโรคไตได้

ค่า eGFR คืออะไร?
eGFR หรือค่าประเมินอัตราการกรองของไต เป็นค่าที่ใช้ประเมินว่าไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้ดีเพียงใด โดยทั่วไปยิ่งค่า eGFR ต่ำลง ยิ่งแสดงว่าความสามารถในการทำงานของไตลดลง

อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคไตไม่ควรพิจารณาจากค่า eGFR เพียงครั้งเดียว แพทย์อาจต้องประเมินร่วมกับผลตรวจปัสสาวะ ระดับโปรตีนในปัสสาวะ โรคประจำตัว และผลตรวจอื่น ๆ

โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1: eGFR ตั้งแต่ 90% ขึ้นไป
ไตยังสามารถทำงานได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ แต่อาจเริ่มตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบความผิดปกติของโครงสร้างไต

ในระยะนี้ควรติดตามผลตรวจอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมโรคประจำตัว และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายไต

ระยะที่ 2: eGFR 60–89%
ไตเริ่มมีการทำงานลดลงเล็กน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จึงอาจตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และน้ำหนักตัว จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้

ระยะที่ 3: eGFR 30–59%
ไตมีการทำงานลดลงในระดับปานกลาง ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย บวม ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีภาวะซีดร่วมด้วย

ระยะนี้ควรได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับอาหารและการใช้ยาให้เหมาะสมกับการทำงานของไต

ระยะที่ 4: eGFR 15–29%
ไตเสื่อมในระดับรุนแรง ความสามารถในการกรองของเสียลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการบวม เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง หรือปัสสาวะลดลง

แพทย์จะประเมินภาวะแทรกซ้อนและวางแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไตหากจำเป็น

ระยะที่ 5: eGFR ต่ำกว่า 15%
เป็นระยะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ของเสียและน้ำส่วนเกินอาจสะสมในร่างกายจนเกิดอันตราย

ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการฟอกไต การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามดุลยพินิจของแพทย์

ใครบ้างที่ควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ?
ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว ควรตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดหรือยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อไต

ดูแลไตอย่างไรให้ทำงานได้นานขึ้น?
ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูป ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และไม่ซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ ถึงจะร้าย...ก็ป้องกันและลดความเสี่ยงได้
ถึงจะร้าย...ก็ป้องกันและลดความเสี่ยงได้ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก การสังเกตความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม จึงมีส่วนสำคัญในการค้นหาความผิดปกติได้เร็วขึ้น
16 ส.ค. 2026
มะเร็งศีรษะและลำคอ รู้ทันอาการเตือน ลดความเสี่ยงก่อนโรคลุกลาม
มะเร็งศีรษะและลำคอสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง โพรงจมูก ไซนัส ไปจนถึงต่อมน้ำลาย อาการระยะแรกอาจคล้ายโรคทั่วไป เช่น คัดจมูก เสียงแหบ หรือเจ็บคอ แต่หากเป็นต่อเนื่องหรือผิดปกติข้างเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ
27 ส.ค. 2026
การป้องกันภาวะสมองเสื่อม
ภาวะสมองเสื่อมสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการฝึกสมองให้ทำงานอยู่เสมอ
12 ส.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy