โรคหัวใจแต่ละชนิด อาการเป็นอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
123 ผู้เข้าชม

โรคหัวใจแต่ละชนิด อาการเป็นอย่างไร?
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบแคบลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บ จุก หรือแน่นบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ตรงกลางหน้าอก หรือบริเวณลิ้นปี่ บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหน้าอก รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออก ใจสั่น หรือหน้ามืด อาการเจ็บหน้าอกและหายใจลำบากถือเป็นอาการสำคัญที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ในรายที่โรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือมีอาการหอบเหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง หากเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เจ็บต่อเนื่อง มีเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดไหลเวียนผ่านหัวใจผิดปกติ เมื่อการทำงานของหัวใจลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ เหนื่อยหรือหอบเมื่อออกแรง ใจเต้นเร็วหรือเต้นแรงผิดปกติ หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืน บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา ร่วมกับท้องอืด อิ่มเร็ว หรือแน่นท้อง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำในร่างกาย
อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต หากเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เดินระยะเดิมไม่ได้ หายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
3. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภาวะที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ความผิดปกตินี้อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ระยะเวลาที่เกิด และสุขภาพหัวใจของแต่ละบุคคล
อาการที่พบได้ ได้แก่ ใจสั่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ บางคนอาจไม่มีอาการและตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเท่านั้น
หากมีอาการใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืดมาก เป็นลม หรือหมดสติ ควรรีบเข้ารับการช่วยเหลือ เนื่องจากอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว
อาการคล้ายกัน ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง
อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวม อาจเกิดจากโรคหัวใจได้หลายชนิด รวมถึงโรคของระบบอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจ
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบแคบลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บ จุก หรือแน่นบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ตรงกลางหน้าอก หรือบริเวณลิ้นปี่ บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหน้าอก รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออก ใจสั่น หรือหน้ามืด อาการเจ็บหน้าอกและหายใจลำบากถือเป็นอาการสำคัญที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ในรายที่โรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือมีอาการหอบเหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง หากเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เจ็บต่อเนื่อง มีเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดไหลเวียนผ่านหัวใจผิดปกติ เมื่อการทำงานของหัวใจลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ เหนื่อยหรือหอบเมื่อออกแรง ใจเต้นเร็วหรือเต้นแรงผิดปกติ หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืน บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา ร่วมกับท้องอืด อิ่มเร็ว หรือแน่นท้อง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำในร่างกาย
อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต หากเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เดินระยะเดิมไม่ได้ หายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
3. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภาวะที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ความผิดปกตินี้อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ระยะเวลาที่เกิด และสุขภาพหัวใจของแต่ละบุคคล
อาการที่พบได้ ได้แก่ ใจสั่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ บางคนอาจไม่มีอาการและตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเท่านั้น
หากมีอาการใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืดมาก เป็นลม หรือหมดสติ ควรรีบเข้ารับการช่วยเหลือ เนื่องจากอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว
อาการคล้ายกัน ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง
อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวม อาจเกิดจากโรคหัวใจได้หลายชนิด รวมถึงโรคของระบบอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจ
บทความที่เกี่ยวข้อง
มะเร็งศีรษะและลำคอสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง โพรงจมูก ไซนัส ไปจนถึงต่อมน้ำลาย อาการระยะแรกอาจคล้ายโรคทั่วไป เช่น คัดจมูก เสียงแหบ หรือเจ็บคอ แต่หากเป็นต่อเนื่องหรือผิดปกติข้างเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ
27 ส.ค. 2026
ตับคืออะไร ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งของร่างกาย
มีน้ำหนักประมาณ 1,400 - 1,800 กรัม รูปร่างของตับคล้ายกับสามเหลี่ยมชายธง ตำแหน่งของตับจะอยู่ใต้ชายโครงข้างขวา ทอดยาวไปทางด้านซ้ายอยู่ใต้กะบังลม ด้านล่างติดกับถุงน้ำดีและลำไส้ใหญ่ส่วนกลางด้านซ้ายติดกับกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและตับอ่อน โดยปกติตับจะมีสีแดงเข้มเกือบเป็นสีดำแดง
6 มี.ค. 2025
ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน รอบเอวเพิ่ม เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่หากปล่อยไว้นานอาจเกิดตับอักเสบ พังผืดในตับ และตับแข็งได้ การปรับอาหาร ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักตั้งแต่วันนี้จึงเป็นวิธีสำคัญในการปกป้องสุขภาพตับ
20 ส.ค. 2026


