โรคหัวใจแต่ละชนิด อาการเป็นอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
218 ผู้เข้าชม

โรคหัวใจแต่ละชนิด อาการเป็นอย่างไร?
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบแคบลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บ จุก หรือแน่นบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ตรงกลางหน้าอก หรือบริเวณลิ้นปี่ บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหน้าอก รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออก ใจสั่น หรือหน้ามืด อาการเจ็บหน้าอกและหายใจลำบากถือเป็นอาการสำคัญที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ในรายที่โรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือมีอาการหอบเหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง หากเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เจ็บต่อเนื่อง มีเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดไหลเวียนผ่านหัวใจผิดปกติ เมื่อการทำงานของหัวใจลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ เหนื่อยหรือหอบเมื่อออกแรง ใจเต้นเร็วหรือเต้นแรงผิดปกติ หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืน บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา ร่วมกับท้องอืด อิ่มเร็ว หรือแน่นท้อง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำในร่างกาย
อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต หากเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เดินระยะเดิมไม่ได้ หายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
3. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภาวะที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ความผิดปกตินี้อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ระยะเวลาที่เกิด และสุขภาพหัวใจของแต่ละบุคคล
อาการที่พบได้ ได้แก่ ใจสั่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ บางคนอาจไม่มีอาการและตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเท่านั้น
หากมีอาการใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืดมาก เป็นลม หรือหมดสติ ควรรีบเข้ารับการช่วยเหลือ เนื่องจากอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว
อาการคล้ายกัน ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง
อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวม อาจเกิดจากโรคหัวใจได้หลายชนิด รวมถึงโรคของระบบอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจ
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบแคบลง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น ขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บ จุก หรือแน่นบริเวณหน้าอกด้านซ้าย ตรงกลางหน้าอก หรือบริเวณลิ้นปี่ บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับหน้าอก รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออก ใจสั่น หรือหน้ามืด อาการเจ็บหน้าอกและหายใจลำบากถือเป็นอาการสำคัญที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ในรายที่โรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือมีอาการหอบเหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง หากเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เจ็บต่อเนื่อง มีเหงื่อออกมาก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือเจ็บร้าวไปที่แขน คอ กราม หรือหลัง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดไหลเวียนผ่านหัวใจผิดปกติ เมื่อการทำงานของหัวใจลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ เหนื่อยหรือหอบเมื่อออกแรง ใจเต้นเร็วหรือเต้นแรงผิดปกติ หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น หรือตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืน บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา ร่วมกับท้องอืด อิ่มเร็ว หรือแน่นท้อง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำในร่างกาย
อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต หากเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เดินระยะเดิมไม่ได้ หายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
3. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภาวะที่หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ความผิดปกตินี้อาจทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ ระยะเวลาที่เกิด และสุขภาพหัวใจของแต่ละบุคคล
อาการที่พบได้ ได้แก่ ใจสั่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง หรือเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ บางคนอาจไม่มีอาการและตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเท่านั้น
หากมีอาการใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืดมาก เป็นลม หรือหมดสติ ควรรีบเข้ารับการช่วยเหลือ เนื่องจากอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจและรักษาอย่างรวดเร็ว
อาการคล้ายกัน ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง
อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวม อาจเกิดจากโรคหัวใจได้หลายชนิด รวมถึงโรคของระบบอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือการตรวจหลอดเลือดหัวใจ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และความดันโลหิต แต่หลอดเลือดฝอยภายในไตมีความละเอียดอ่อน หากได้รับผลกระทบจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือการใช้ยาบางชนิดอย่างไม่เหมาะสม อาจทำให้การทำงานของไตลดลงอย่างต่อเนื่องได้
2 ก.ย. 2026
โรคมะเร็งไม่ได้เกิดจากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม รวมถึง พฤติกรรมการกินในระยะยาว การปรับอาหารในชีวิตประจำวันจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้
19 ส.ค. 2026
โรคไตในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน แต่เมื่อไตเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนบางอย่าง เช่น อาการบวมและปัสสาวะเป็นฟอง หากพบอาการเหล่านี้บ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
6 ก.ย. 2026


