สาเหตุ + วิธีแก้โรคความดันโลหิตสูง
อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
3 ผู้เข้าชม

สาเหตุ + วิธีแก้โรคความดันโลหิตสูง
ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยง ดูแลหัวใจและหลอดเลือด
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ต้องใส่ใจ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิต
1. รับประทานอาหารมากเกินไปและได้รับโซเดียมสูง
การรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ อาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส และขนมขบเคี้ยว มักมีโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูง
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานเหมาะสมกับร่างกาย ลดอาหารรสเค็ม ลดการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และผงปรุงรส รวมถึงอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
ควรเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย การรับประทานอาหารตามแนวทางที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เช่น รูปแบบอาหาร DASH สามารถช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตได้
2. นั่งนานเกินไปและไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
พฤติกรรมนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน การใช้โทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์หลายชั่วโมง รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย อาจส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิต
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรลุกขึ้นยืน เดิน หรือยืดเหยียดร่างกายเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเริ่มต้นออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาทีตามความเหมาะสม เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายเบา ๆ ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย
3. อากาศร้อนและดื่มน้ำน้อย
เมื่ออยู่ในสภาพอากาศร้อน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อมากขึ้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือทำให้ค่าความดันโลหิตแปรปรวนได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่รับประทานยาควบคุมความดันโลหิต
อากาศร้อนไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง แต่การดูแลสมดุลน้ำในร่างกายอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อระบบไหลเวียนโลหิตและสุขภาพโดยรวม
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน ไม่ควรรอจนรู้สึกกระหายน้ำมาก สามารถเลือกดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำใบเตย น้ำฟัก หรือน้ำอัญชัน เพื่อเพิ่มความสดชื่นได้ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่ยารักษาความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับตนเอง
4. ทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ
การทำงานหนักต่อเนื่อง การนอนดึก และการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า เพิ่มความเครียด และกระทบต่อสุขภาพหัวใจ การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นประจำยังมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักให้สมดุล หลีกเลี่ยงการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่พัก พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา ลดการใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่มีหน้าจอก่อนนอน และจัดห้องนอนให้เงียบ มืด และมีอุณหภูมิเหมาะสม
ระหว่างวันควรพักสายตา ยืดเหยียดร่างกาย หรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ เพื่อช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลาย
5. ความเครียดและความวิตกกังวล
เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายอาจหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว นอกจากนี้ ความเครียดยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารเค็มหรืออาหารไขมันสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรหาเวลาผ่อนคลายด้วยกิจกรรมที่เหมาะกับตนเอง เช่น ฝึกหายใจช้า ๆ ทำสมาธิ ฟังเพลง เดินเล่น อ่านหนังสือ หรือออกกำลังกายเบา ๆ อาจใช้กลิ่นหอมจากมิ้นท์ ลาเวนเดอร์ หรืออบเชยเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
หากมีความเครียดหรือความวิตกกังวลต่อเนื่องจนกระทบต่อการนอน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
ดูแลความดันโลหิต เริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ
การลดอาหารเค็ม ควบคุมปริมาณอาหาร เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด เป็นแนวทางที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตและดูแลสุขภาพหัวใจได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรม จึงไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือปรับยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ควรตรวจวัดและบันทึกค่าความดันโลหิตเป็นประจำ พร้อมเข้ารับการตรวจตามนัด เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินและวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยง ดูแลหัวใจและหลอดเลือด
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ต้องใส่ใจ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิต
1. รับประทานอาหารมากเกินไปและได้รับโซเดียมสูงการรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ อาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส และขนมขบเคี้ยว มักมีโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูง
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานเหมาะสมกับร่างกาย ลดอาหารรสเค็ม ลดการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และผงปรุงรส รวมถึงอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
ควรเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย การรับประทานอาหารตามแนวทางที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เช่น รูปแบบอาหาร DASH สามารถช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตได้
2. นั่งนานเกินไปและไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
พฤติกรรมนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน การใช้โทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์หลายชั่วโมง รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย อาจส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนัก สุขภาพหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิต
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรลุกขึ้นยืน เดิน หรือยืดเหยียดร่างกายเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเริ่มต้นออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาทีตามความเหมาะสม เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายเบา ๆ ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
ผู้ที่มีโรคประจำตัว มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย
3. อากาศร้อนและดื่มน้ำน้อย
เมื่ออยู่ในสภาพอากาศร้อน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อมากขึ้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือทำให้ค่าความดันโลหิตแปรปรวนได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่รับประทานยาควบคุมความดันโลหิต
อากาศร้อนไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง แต่การดูแลสมดุลน้ำในร่างกายอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อระบบไหลเวียนโลหิตและสุขภาพโดยรวม
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน ไม่ควรรอจนรู้สึกกระหายน้ำมาก สามารถเลือกดื่มน้ำสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำใบเตย น้ำฟัก หรือน้ำอัญชัน เพื่อเพิ่มความสดชื่นได้ แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่ยารักษาความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับตนเอง
4. ทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ
การทำงานหนักต่อเนื่อง การนอนดึก และการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า เพิ่มความเครียด และกระทบต่อสุขภาพหัวใจ การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นประจำยังมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักให้สมดุล หลีกเลี่ยงการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่พัก พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา ลดการใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่มีหน้าจอก่อนนอน และจัดห้องนอนให้เงียบ มืด และมีอุณหภูมิเหมาะสม
ระหว่างวันควรพักสายตา ยืดเหยียดร่างกาย หรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ เพื่อช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลาย
5. ความเครียดและความวิตกกังวล
เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายอาจหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว นอกจากนี้ ความเครียดยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารเค็มหรืออาหารไขมันสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
วิธีดูแลและปรับพฤติกรรม
ควรหาเวลาผ่อนคลายด้วยกิจกรรมที่เหมาะกับตนเอง เช่น ฝึกหายใจช้า ๆ ทำสมาธิ ฟังเพลง เดินเล่น อ่านหนังสือ หรือออกกำลังกายเบา ๆ อาจใช้กลิ่นหอมจากมิ้นท์ ลาเวนเดอร์ หรืออบเชยเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
หากมีความเครียดหรือความวิตกกังวลต่อเนื่องจนกระทบต่อการนอน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
ดูแลความดันโลหิต เริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ
การลดอาหารเค็ม ควบคุมปริมาณอาหาร เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด เป็นแนวทางที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมความดันโลหิตและดูแลสุขภาพหัวใจได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรม จึงไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือปรับยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ควรตรวจวัดและบันทึกค่าความดันโลหิตเป็นประจำ พร้อมเข้ารับการตรวจตามนัด เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินและวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต การสร้างเม็ดเลือดแดง และการดูแลความแข็งแรงของกระดูก
25 ก.ค. 2026
โรคหลอดเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ หรือเรียกว่าโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือด อุดตัน หรือหลอดเลือดแตกส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆขึ้น อาการของโรคหลอดเลือดสมองสามารถพบอาการได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เกิดการขาดเลือดหรือถูกทำลาย โดยอาการที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่- อาการอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยมากมักเกิดกับร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง เช่น ครึ่งซีกด้านซ้ายเป็นต้น- อาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับอาการอ่อนแรงที่มักเกิดกับร่างกายครึ่งซีกใดครึ่งซีกหนึ่ง- มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดไม่ได้พูดติด เสียงไม่ชัด หรือไม่เข้าใจค าพูด- มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว เช่นเดินเซ หรือมีอาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน- การสูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อนอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางกรณีอาจเกิดเป็นอาการเตือนเกิดขึ้นชั้วขณะหนึ่งแล้วหายไปเอง หรือเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร เรียกว่าภาวะมีสมองขาดเลือดชั่วคราว(transient ischemic attack) ซึ่งพบได้ประมาณ 15%
12 ก.ค. 2024
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
30 ก.ค. 2026


