สารก่อมะเร็ง ภัยร้ายใกล้ตัว
อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
21 ผู้เข้าชม

สารก่อมะเร็ง ภัยร้ายใกล้ตัว
รู้เท่าทัน หลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพราะการป้องกันมะเร็งเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวัน
คำว่า “สารก่อมะเร็ง” หมายถึง สารหรือปัจจัยบางอย่างที่สามารถทำลายสารพันธุกรรม รบกวนการทำงานของเซลล์ หรือเพิ่มโอกาสที่เซลล์ภายในร่างกายจะเจริญเติบโตผิดปกติจนพัฒนาเป็นมะเร็งได้ สารก่อมะเร็งไม่ได้มีเฉพาะสารเคมีอันตรายในโรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงควันบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รังสีอัลตราไวโอเลต อาหารบางประเภท และมลพิษทางอากาศที่เราอาจสัมผัสอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม การสัมผัสสารก่อมะเร็งไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นมะเร็งทันที ความเสี่ยงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณและระยะเวลาที่สัมผัส อายุ สุขภาพพื้นฐาน พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม ดังนั้น การรู้จักแหล่งกำเนิดและลดการสัมผัสอย่างต่อเนื่องจึงเป็นอีกวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้
1. บุหรี่และควันบุหรี่
บุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีจำนวนมากที่สามารถทำลาย DNA และรบกวนกลไกการซ่อมแซมเซลล์ของร่างกาย เมื่อเซลล์ได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสเกิดการแบ่งตัวผิดปกติและพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง
การสูบบุหรี่สัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งตับอ่อน นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน
แนวทางลดความเสี่ยง
การเลิกสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ในทุกช่วงอายุ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านหรือรถยนต์ และช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัว การสูบบุหรี่น้อยลงอาจยังไม่เพียงพอ เพราะไม่มีระดับการสูบบุหรี่ที่ถือว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง
2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลายคนอาจเข้าใจว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางประเภท เช่น ไวน์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น แต่ในความเป็นจริง เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ ไวน์ สุรา หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
เมื่อร่างกายย่อยสลายแอลกอฮอล์ จะเกิดสารที่ชื่อว่าอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งสามารถทำลาย DNA และโปรตีนภายในเซลล์ได้ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังอาจรบกวนการดูดซึมสารอาหารบางชนิดและส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับ เต้านม ลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่ม
แนวทางลดความเสี่ยง
การไม่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ ควรเริ่มจากการลดปริมาณ ลดความถี่ หลีกเลี่ยงการดื่มหนัก และไม่ใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือช่วยผ่อนคลายหรือนอนหลับ การหยุดหรือลดการดื่มสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดในระยะยาว
3. สารอันตรายจากวัสดุภายในอาคาร
วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ กาว สี และผลิตภัณฑ์ตกแต่งอาคารบางประเภทอาจปล่อยสารที่เป็นอันตรายออกมา โดยเฉพาะเมื่ออาคารมีการระบายอากาศไม่ดี หรืออยู่ระหว่างการรื้อถอนและปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าวัสดุก่อสร้างทุกชนิดจะก่อมะเร็ง ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัส
ตัวอย่างที่ควรระวัง ได้แก่ แร่ใยหินหรือแอสเบสตอส ซึ่งอาจพบในวัสดุก่อสร้างเก่าบางชนิด เมื่อวัสดุแตกหรือถูกเจาะ ตัด และรื้อถอน เส้นใยขนาดเล็กอาจฟุ้งกระจายและถูกสูดเข้าสู่ปอด การสัมผัสแอสเบสตอสสัมพันธ์กับมะเร็งปอดและมะเร็งเยื่อหุ้มปอดหรือเมโสเธลิโอมา
อีกตัวอย่างคือ ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งอาจพบในผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบ กาว หรือผลิตภัณฑ์บางประเภท การได้รับในระดับสูงหรือสัมผัสจากการทำงานเป็นเวลานานสัมพันธ์กับมะเร็งบริเวณโพรงจมูกและคอหอยส่วนหลัง รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท โดยเฉพาะหลังติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ใหม่หรือทาสี หลีกเลี่ยงการเจาะ ตัด หรือรื้อวัสดุเก่าที่สงสัยว่ามีแอสเบสตอสด้วยตนเอง หากต้องปรับปรุงอาคารควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและดำเนินการด้วยอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
4. แสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต
แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน แต่การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV มากเกินไปสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวไหม้ เกิดริ้วรอยก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง รวมถึงมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
รังสี UV ไม่ได้มาจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจมาจากเครื่องทำผิวแทนหรือหลอดไฟที่ปล่อยรังสี UV ได้ด้วย แม้ผู้ที่มีผิวเข้มหรือไม่ค่อยเกิดอาการผิวไหม้ก็ยังสามารถได้รับความเสียหายจากรังสี UV และมีความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงที่แดดจัด เลือกอยู่ในที่ร่ม สวมเสื้อแขนยาว หมวกปีกกว้างและแว่นกันแดด พร้อมใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหรือมีเหงื่อออกมาก
ควรหมั่นสังเกตไฝหรือรอยโรคบนผิวหนัง หากพบว่ามีขนาด สี หรือรูปร่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแผลเรื้อรัง เลือดออก หรือไม่หายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
5. เนื้อสัตว์แปรรูป
เนื้อสัตว์แปรรูปหมายถึงเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมัก ดอง รมควัน ใส่เกลือ หรือใช้วิธีอื่นเพื่อเพิ่มรสชาติและยืดอายุการเก็บรักษา ตัวอย่างเช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ฮอตดอก กุนเชียง เนื้อกระป๋อง และเนื้อรมควัน
องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดให้การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นปัจจัยที่มีหลักฐานเพียงพอว่าสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยมีความเชื่อมโยงชัดเจนกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง อย่างไรก็ตาม การอยู่ในกลุ่มเดียวกับบุหรี่หรือแอสเบสตอสไม่ได้หมายความว่าอันตรายเท่ากัน การจัดกลุ่มดังกล่าวบอกถึงความชัดเจนของหลักฐาน ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงมีขนาดเท่ากัน
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรลดความถี่และปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป ไม่จำเป็นต้องรับประทานเป็นอาหารประจำทุกวัน เลือกแหล่งโปรตีนที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ปลา ไข่ ถั่ว เต้าหู้ เนื้อสัตว์สดไม่ติดมัน และรับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงธัญพืชไม่ขัดสีเพื่อเพิ่มใยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการรับประทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพลำไส้
6. มลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศอาจมาจากควันรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ การก่อสร้าง ไฟป่า และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปล่อยฝุ่นหรือสารเคมีออกสู่อากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM2.5 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและลงลึกถึงเนื้อปอดได้
องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดให้มลพิษทางอากาศภายนอกเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และมีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งปอด นอกจากความเสี่ยงต่อมะเร็งแล้ว มลพิษทางอากาศยังสัมพันธ์กับโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารควรใช้หน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างเหมาะสม ภายในบ้านควรปิดช่องทางที่ฝุ่นเข้ามา ทำความสะอาดด้วยวิธีที่ไม่ทำให้ฝุ่นฟุ้ง และหลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือสูบบุหรี่ภายในบ้าน
รู้เท่าทัน หลีกเลี่ยงความเสี่ยง เพราะการป้องกันมะเร็งเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวัน
คำว่า “สารก่อมะเร็ง” หมายถึง สารหรือปัจจัยบางอย่างที่สามารถทำลายสารพันธุกรรม รบกวนการทำงานของเซลล์ หรือเพิ่มโอกาสที่เซลล์ภายในร่างกายจะเจริญเติบโตผิดปกติจนพัฒนาเป็นมะเร็งได้ สารก่อมะเร็งไม่ได้มีเฉพาะสารเคมีอันตรายในโรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงควันบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รังสีอัลตราไวโอเลต อาหารบางประเภท และมลพิษทางอากาศที่เราอาจสัมผัสอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม การสัมผัสสารก่อมะเร็งไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นมะเร็งทันที ความเสี่ยงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณและระยะเวลาที่สัมผัส อายุ สุขภาพพื้นฐาน พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม ดังนั้น การรู้จักแหล่งกำเนิดและลดการสัมผัสอย่างต่อเนื่องจึงเป็นอีกวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้
1. บุหรี่และควันบุหรี่
บุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีจำนวนมากที่สามารถทำลาย DNA และรบกวนกลไกการซ่อมแซมเซลล์ของร่างกาย เมื่อเซลล์ได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสเกิดการแบ่งตัวผิดปกติและพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง
การสูบบุหรี่สัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งตับอ่อน นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน
แนวทางลดความเสี่ยง
การเลิกสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ในทุกช่วงอายุ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านหรือรถยนต์ และช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัว การสูบบุหรี่น้อยลงอาจยังไม่เพียงพอ เพราะไม่มีระดับการสูบบุหรี่ที่ถือว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง
2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลายคนอาจเข้าใจว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางประเภท เช่น ไวน์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น แต่ในความเป็นจริง เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ ไวน์ สุรา หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
เมื่อร่างกายย่อยสลายแอลกอฮอล์ จะเกิดสารที่ชื่อว่าอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งสามารถทำลาย DNA และโปรตีนภายในเซลล์ได้ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังอาจรบกวนการดูดซึมสารอาหารบางชนิดและส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับ เต้านม ลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่ม
แนวทางลดความเสี่ยง
การไม่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ ควรเริ่มจากการลดปริมาณ ลดความถี่ หลีกเลี่ยงการดื่มหนัก และไม่ใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือช่วยผ่อนคลายหรือนอนหลับ การหยุดหรือลดการดื่มสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดในระยะยาว
3. สารอันตรายจากวัสดุภายในอาคาร
วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ กาว สี และผลิตภัณฑ์ตกแต่งอาคารบางประเภทอาจปล่อยสารที่เป็นอันตรายออกมา โดยเฉพาะเมื่ออาคารมีการระบายอากาศไม่ดี หรืออยู่ระหว่างการรื้อถอนและปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าวัสดุก่อสร้างทุกชนิดจะก่อมะเร็ง ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัส
ตัวอย่างที่ควรระวัง ได้แก่ แร่ใยหินหรือแอสเบสตอส ซึ่งอาจพบในวัสดุก่อสร้างเก่าบางชนิด เมื่อวัสดุแตกหรือถูกเจาะ ตัด และรื้อถอน เส้นใยขนาดเล็กอาจฟุ้งกระจายและถูกสูดเข้าสู่ปอด การสัมผัสแอสเบสตอสสัมพันธ์กับมะเร็งปอดและมะเร็งเยื่อหุ้มปอดหรือเมโสเธลิโอมา
อีกตัวอย่างคือ ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งอาจพบในผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบ กาว หรือผลิตภัณฑ์บางประเภท การได้รับในระดับสูงหรือสัมผัสจากการทำงานเป็นเวลานานสัมพันธ์กับมะเร็งบริเวณโพรงจมูกและคอหอยส่วนหลัง รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท โดยเฉพาะหลังติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ใหม่หรือทาสี หลีกเลี่ยงการเจาะ ตัด หรือรื้อวัสดุเก่าที่สงสัยว่ามีแอสเบสตอสด้วยตนเอง หากต้องปรับปรุงอาคารควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและดำเนินการด้วยอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
4. แสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต
แสงแดดมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน แต่การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV มากเกินไปสามารถทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวไหม้ เกิดริ้วรอยก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง รวมถึงมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
รังสี UV ไม่ได้มาจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจมาจากเครื่องทำผิวแทนหรือหลอดไฟที่ปล่อยรังสี UV ได้ด้วย แม้ผู้ที่มีผิวเข้มหรือไม่ค่อยเกิดอาการผิวไหม้ก็ยังสามารถได้รับความเสียหายจากรังสี UV และมีความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงที่แดดจัด เลือกอยู่ในที่ร่ม สวมเสื้อแขนยาว หมวกปีกกว้างและแว่นกันแดด พร้อมใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหรือมีเหงื่อออกมาก
ควรหมั่นสังเกตไฝหรือรอยโรคบนผิวหนัง หากพบว่ามีขนาด สี หรือรูปร่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแผลเรื้อรัง เลือดออก หรือไม่หายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
5. เนื้อสัตว์แปรรูป
เนื้อสัตว์แปรรูปหมายถึงเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมัก ดอง รมควัน ใส่เกลือ หรือใช้วิธีอื่นเพื่อเพิ่มรสชาติและยืดอายุการเก็บรักษา ตัวอย่างเช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ฮอตดอก กุนเชียง เนื้อกระป๋อง และเนื้อรมควัน
องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดให้การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นปัจจัยที่มีหลักฐานเพียงพอว่าสามารถก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยมีความเชื่อมโยงชัดเจนกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง อย่างไรก็ตาม การอยู่ในกลุ่มเดียวกับบุหรี่หรือแอสเบสตอสไม่ได้หมายความว่าอันตรายเท่ากัน การจัดกลุ่มดังกล่าวบอกถึงความชัดเจนของหลักฐาน ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงมีขนาดเท่ากัน
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรลดความถี่และปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป ไม่จำเป็นต้องรับประทานเป็นอาหารประจำทุกวัน เลือกแหล่งโปรตีนที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ปลา ไข่ ถั่ว เต้าหู้ เนื้อสัตว์สดไม่ติดมัน และรับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงธัญพืชไม่ขัดสีเพื่อเพิ่มใยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการรับประทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพลำไส้
6. มลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศอาจมาจากควันรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ การก่อสร้าง ไฟป่า และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปล่อยฝุ่นหรือสารเคมีออกสู่อากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM2.5 ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและลงลึกถึงเนื้อปอดได้
องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศจัดให้มลพิษทางอากาศภายนอกเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และมีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งปอด นอกจากความเสี่ยงต่อมะเร็งแล้ว มลพิษทางอากาศยังสัมพันธ์กับโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง
แนวทางลดความเสี่ยง
ควรติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารควรใช้หน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างเหมาะสม ภายในบ้านควรปิดช่องทางที่ฝุ่นเข้ามา ทำความสะอาดด้วยวิธีที่ไม่ทำให้ฝุ่นฟุ้ง และหลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือสูบบุหรี่ภายในบ้าน
บทความที่เกี่ยวข้อง
ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยง ดูแลหัวใจและหลอดเลือด
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ต้องใส่ใจ เพราะผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการเตือนอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันและควบคุมความดันโลหิต
30 ก.ค. 2026
ปอดเป็นอวัยวะสำคัญของระบบทางเดินหายใจ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย การดูแลสุขภาพปอดอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้เราหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงในระยะยาว
1 ส.ค. 2026
โรคหัวใจไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ โครงสร้างหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการของแต่ละโรคอาจแตกต่างกัน และบางอาการสามารถเกิดร่วมกันได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจได้เร็วขึ้น
30 ก.ค. 2026


