แชร์

ตับคืออะไร

อัพเดทล่าสุด: 6 มี.ค. 2025
2225 ผู้เข้าชม

ตับคืออะไร  ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งของร่างกาย
      มีน้ำหนักประมาณ 1,400 - 1,800 กรัม รูปร่างของตับคล้ายกับสามเหลี่ยมชายธง ตำแหน่งของตับจะอยู่ใต้ชายโครงข้างขวา ทอดยาวไปทางด้านซ้ายอยู่ใต้กะบังลม ด้านล่างติดกับถุงน้ำดีและลำไส้ใหญ่ส่วนกลางด้านซ้ายติดกับกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและตับอ่อน  โดยปกติตับจะมีสีแดงเข้มเกือบเป็นสีดำแดง

ตับ  อวัยวะสุดสำคัญที่ปล่อยให้พังไม่ได้
     ตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่มากกว่า 500 อย่างเพื่อให้มนุษย์เราสามารถดำรงชีพในชีวิตประจำวัน และมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกายมนุษย์เป็นอย่างมาก เปรียบได้กับโรงงานที่สำคัญขนาดใหญ่ในร่างกายเรา

หน้าที่ของ "ตับ"
     ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสภาพร่างกายให้มีความสมดุล ช่วยขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ยังสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบที่ทำให้เลือดแข็งตัว รวมถึงสร้างน้ำดีซึ่งช่วยดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายน้ำในน้ำมัน

              หน้าที่หลักของตับอีกอย่างก็คือ การกรองของเสียและขจัดสารพิษตกค้างจากการรับประทานอาหารออกจากร่างกายเรา ยิ่งหากเราเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณประโยชน์อาจส่งผลเสียต่อตับได้

 

พฤติกรรมเสี่ยงโรคตับ
              ตับมีหน้าที่ขจัดสารพิษ เมื่อไหร่ก็ตามที่ละเลยขาดการเอาใจใส่ ทั้งเรื่องของการกินและการใช้ชีวิตประจำวันล้วนส่งผลต่อสุขภาพของตับเราทั้งนั้นเลยค่ะ สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ตับมีปัญหาและเกิดโรคตับ มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารของแต่ละคนที่เปลี่ยนไป

พฤติกรรมที่ทำให้คุณเสี่ยงโรคตับ เช่น
                 รับประทานอาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ประเภท ปิ้งย่าง ของทอด ของมันๆ และอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ ชีส จะทำให้ร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป จนทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง ไขมันสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรคไขมันพอกตับ

                ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ  ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงเป็นโรคตับมากกว่าใคร เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้มีไขมันสะสมในตับ

                การรับประทานยาและอาหารเสริม  เมื่อร่างกายได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูง หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ตับจะไม่สามารถทำลายได้ทัน เหลือเป็นส่วนเกินและมีฤทธิ์ทำลายเนื้อตับ

                ภาวะอ้วนลงพุง เมื่อมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป จนทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่ตับ นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง

               รับประทานน้ำตาลมากจนเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งมักพบในเครื่องดื่มที่มีรสหวานจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมอยู่ในตับ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ การมีระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับจนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับได้ แม้จะไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินก็ตาม

 

                   หากไม่อยากเป็นโรคตับ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ และพังผืดในตับ เพราะการตรวจพบในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นมะเร็งตับ

                   ตับถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเราเป็นอย่างมาก ด้วยสาเหตุนี้ เราควรใส่ใจดูแลสุขภาพตับของเราให้ทำหน้าที่ได้ดีอยู่ตลอดนะคะ



หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 098-851-5191 หรือ 035-249-500 กด 811

 




บทความที่เกี่ยวข้อง
 โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก  ภัยเงียบช่วงหน้าร้อน
รู้จักโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากอากาศที่ร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการแล้วไม่ได้รับการรักษาในทันที อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบหัวใจ ระบบสมอง ไต และกล้ามเนื้อ อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ช่วงฤดูร้อน หลายจังหวัดในประเทศไทยมีอุณหภูมิทะลุสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อากาศที่ร้อนจัดทำให้เสี่ยงต่อโรคลมแดด ได้ง่าย
12 มิ.ย. 2024
 โรคหลอดเลือดสมอง   ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้
โรคหลอดเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ หรือเรียกว่าโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือด อุดตัน หรือหลอดเลือดแตกส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆขึ้น อาการของโรคหลอดเลือดสมองสามารถพบอาการได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เกิดการขาดเลือดหรือถูกทำลาย โดยอาการที่สามารถพบได้บ่อย ได้แก่- อาการอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยมากมักเกิดกับร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง เช่น ครึ่งซีกด้านซ้ายเป็นต้น- อาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับอาการอ่อนแรงที่มักเกิดกับร่างกายครึ่งซีกใดครึ่งซีกหนึ่ง- มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดไม่ได้พูดติด เสียงไม่ชัด หรือไม่เข้าใจค าพูด- มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว เช่นเดินเซ หรือมีอาการเวียนศีรษะเฉียบพลัน- การสูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อนอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางกรณีอาจเกิดเป็นอาการเตือนเกิดขึ้นชั้วขณะหนึ่งแล้วหายไปเอง หรือเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร เรียกว่าภาวะมีสมองขาดเลือดชั่วคราว(transient ischemic attack) ซึ่งพบได้ประมาณ 15%
12 ก.ค. 2024
7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านมสากล  "Wolrd Breast Cancer Day"
วันมะเร็งเต้านมสากล "Wolrd Breast Cancer Day"
3 ต.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy