รู้จัก “ไต” และสาเหตุที่ทำให้เสื่อม ก้าวแรกสู่การดูแลสุขภาพไต

ไตทำหน้าที่อะไร?
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกทางปัสสาวะ รวมถึงช่วยรักษาสมดุลน้ำ เกลือแร่ และกรด–ด่างในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และดูแลความแข็งแรงของกระดูก
ภายในไตประกอบด้วยหน่วยกรองขนาดเล็กจำนวนมาก เรียกว่า “หน่วยไต” หรือ Nephron โดยมีโกลเมอรูลัสซึ่งเป็นกลุ่มหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กทำหน้าที่กรองเลือด หลอดเลือดเหล่านี้มีความบอบบาง เมื่อได้รับความเสียหายเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพการกรองของไตจึงอาจลดลง
3 ตัวการสำคัญที่ทำร้ายไต
โรคเบาหวาน
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและตัวกรองภายในไต ทำให้โปรตีนที่ควรอยู่ในเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะ และอาจนำไปสู่โรคไตจากเบาหวานได้
ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลตามแผนการรักษา และตรวจติดตามการทำงานของไตเป็นประจำ เพราะโรคไตในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดภายในไตหนาตัว ตีบ หรือเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตและการกรองของเสียลดลง
ในทางกลับกัน เมื่อไตเสื่อมและไม่สามารถขับน้ำหรือเกลือส่วนเกินได้ดี ความดันโลหิตอาจยิ่งสูงขึ้น จึงเกิดเป็นวงจรที่ทำให้ทั้งความดันโลหิตและการทำงานของไตแย่ลงได้
เบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคไตเรื้อรังในผู้ใหญ่ NIDDK
การใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดอย่างไม่เหมาะสม
ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น Ibuprofen และ Naproxen อาจลดการไหลเวียนเลือดไปยังไต การใช้ในขนาดสูง ใช้ติดต่อกันนาน หรือใช้ในช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันหรือทำให้โรคไตเดิมแย่ลงได้ NIDDK
ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กำลังมีภาวะขาดน้ำ
สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต
โรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจเลือดและปัสสาวะจึงเป็นวิธีสำคัญในการค้นหาความผิดปกติ ส่วนอาการที่อาจพบเมื่อการทำงานของไตลดลง ได้แก่
• ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ
• ปัสสาวะมีเลือดปนหรือสีผิดปกติ
• ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน
• หนังตา เท้า หรือข้อเท้าบวม
• เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือซีด
• เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือคันตามผิวหนัง
• ความดันโลหิตสูงหรือควบคุมได้ยาก
อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง
ตรวจสุขภาพไตอย่างไร?
การประเมินสุขภาพไตมักประกอบด้วย
• ตรวจเลือดเพื่อวัดค่าครีอะตินินและคำนวณอัตราการกรองของไต หรือ eGFR
• ตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาโปรตีนหรืออัลบูมิน เช่น ค่า UACR
• ตรวจวัดและติดตามความดันโลหิต
• ตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น อัลตราซาวนด์ไต
ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต หรือใช้ยาที่อาจกระทบต่อไต ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความถี่ในการตรวจที่เหมาะสม
ดูแลไตอย่างไรให้แข็งแรง?
• ควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
• ลดอาหารเค็ม อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงโซเดียมสูง
• ดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมกับสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มมากเกินไป
• รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
• งดสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวด สมุนไพร หรืออาหารเสริมมาใช้ต่อเนื่องเอง
• ตรวจติดตามสุขภาพไตตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ไตที่เสื่อมจากโรคไตเรื้อรังมักไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่การค้นพบตั้งแต่ระยะแรก ควบคุมโรคประจำตัว และลดปัจจัยเสี่ยง สามารถช่วยชะลอการเสื่อมและลดภาวะแทรกซ้อนได้


