แชร์

9 ข้อที่อาจเสี่ยง “โรคไต” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
269 ผู้เข้าชม

9 ข้อที่อาจเสี่ยง “โรคไต” สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด รักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงมีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิต เมื่อไตเริ่มทำงานผิดปกติ ร่างกายอาจแสดงความเปลี่ยนแปลงหลายรูปแบบ แต่โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติจนกระทั่งตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะพบ


อาการต่อไปนี้ไม่ได้ยืนยันว่าจะต้องเป็นโรคไตเสมอไป เพราะอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อเนื่อง อาการรุนแรงขึ้น หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อร่วมกัน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม

1. หน้าบวม ตาบวม ตัวบวม หรือเท้าบวม
อาการบวมอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีน้ำและเกลือสะสมมากกว่าปกติ เนื่องจากไตไม่สามารถขับของเหลวส่วนเกินออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจสังเกตว่าหนังตาหรือใบหน้าบวมหลังตื่นนอน แหวนหรือรองเท้าคับขึ้น ข้อเท้าและเท้าบวม หรือกดผิวหนังแล้วเกิดรอยบุ๋ม

โรคไตบางชนิดทำให้โปรตีนที่ควรอยู่ในกระแสเลือดรั่วออกมากับปัสสาวะ เมื่อระดับโปรตีนในเลือดลดลง ของเหลวอาจเคลื่อนออกไปสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เกิดอาการบวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา มือ ขา ข้อเท้า และเท้าได้

อย่างไรก็ตาม อาการบวมยังสามารถเกิดจากโรคหัวใจ โรคตับ ความผิดปกติของหลอดเลือด การรับประทานอาหารเค็ม หรือยาบางชนิดได้ หากมีอาการบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ปัสสาวะลดลง หรืออาการบวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาล

2. ปวดศีรษะเป็นจังหวะหรือปวดศีรษะบ่อยครั้ง
อาการปวดศีรษะไม่ใช่อาการจำเพาะของโรคไต แต่ควรระวังหากเกิดร่วมกับความดันโลหิตสูง เนื่องจากความดันโลหิตสูงสามารถเป็นได้ทั้งสาเหตุและผลกระทบจากโรคไต เมื่อไตควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือ และระบบที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตได้ไม่ดี ความดันอาจสูงขึ้นและเพิ่มความเสียหายต่อไตต่อเนื่องเป็นวงจร

ผู้ที่ปวดศีรษะบ่อย มึนงง ตาพร่ามัว ใจสั่น หรือรู้สึกว่าปวดตามจังหวะชีพจร ควรวัดความดันโลหิต แต่ไม่ควรรอให้มีอาการจึงค่อยตรวจ เพราะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ และอาการปวดศีรษะจากความดันสูงพบได้เพียงบางกรณีเท่านั้น

หากวัดความดันได้สูงผิดปกติซ้ำ ๆ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อหัวใจ หลอดเลือด และไต ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือปรับยาความดันด้วยตนเอง

3. ปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติ
การสังเกตลักษณะและปริมาณปัสสาวะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาการที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่

ปัสสาวะเป็นฟองมากและฟองไม่ยุบง่าย ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ปัสสาวะมีสีแดง ชมพู หรือสีน้ำตาลคล้ายน้ำโคล่า ซึ่งอาจเกิดจากเลือดปน ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรงผิดปกติ ปัสสาวะน้อยลงหรือมากขึ้นกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน รวมถึงมีอาการแสบขัดหรือปวดขณะปัสสาวะ

ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงโรคไตเรื้อรังทุกกรณี เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ยาบางชนิด อาหาร หรือภาวะขาดน้ำได้ แต่หากมีเลือดปน ปัสสาวะเป็นฟองต่อเนื่อง ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน หรือมีไข้และปวดหลังร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

4. ปวดบั้นเอวหรือปวดบริเวณสีข้างด้านใดด้านหนึ่ง
อาการปวดบริเวณด้านหลังหรือสีข้าง ระหว่างชายโครงกับสะโพก อาจเกี่ยวข้องกับระบบไตและทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ ปวดร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ มีเลือดปนในปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด หรือมีไข้หนาวสั่น

นิ่วในไตอาจทำให้เกิดอาการปวดแหลมบริเวณหลัง สีข้าง ท้องน้อย หรือขาหนีบ ส่วนการติดเชื้อที่ไตอาจทำให้ปวดหลังหรือสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเจ็บ คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้

อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่ทำให้เกิดอาการปวดไตโดยตรง จึงไม่ควรใช้เพียงตำแหน่งของอาการปวดในการวินิจฉัย หากปวดมาก ปวดไม่หาย มีไข้สูง อาเจียน หรือปัสสาวะเป็นเลือด ควรพบแพทย์ทันที

5. มีจ้ำเลือดหรือรอยช้ำเกิดขึ้นง่ายตามร่างกาย
การมีจ้ำเลือดหรือรอยช้ำโดยไม่ทราบสาเหตุอาจเกิดจากหลายภาวะ เช่น การกระแทกโดยไม่รู้ตัว เกล็ดเลือดต่ำ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด โรคตับ การขาดสารอาหาร หรือผลจากยาบางชนิด

ในผู้ที่มีไตวายหรือไตทำงานลดลงอย่างรุนแรง อาจพบภาวะเลือดออกหรือเกิดรอยช้ำง่ายขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคไตระยะแรก จึงไม่ควรสรุปว่ารอยช้ำเกิดจากไตโดยไม่ได้ตรวจหาสาเหตุ

หากรอยช้ำเกิดขึ้นบ่อย มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนมากผิดปกติ ถ่ายดำ หรือมีจุดเลือดเล็ก ๆ กระจายตามผิวหนัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การแข็งตัวของเลือด ตับ และการทำงานของไต

6. มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรังในผู้ใหญ่ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไต ส่วนความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดในไตได้รับแรงดันมากขึ้น จนการกรองของเสียค่อย ๆ ลดลง

ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงอาจยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการ แม้เริ่มมีความเสียหายของไตแล้ว จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันตามเป้าหมายของแพทย์ รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ รวมถึงตรวจเลือดประเมินการกรองของไตตามกำหนด

7. ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี
การไม่เคยตรวจสุขภาพอาจทำให้พลาดโอกาสค้นพบโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยประเมินว่าไตยังสามารถกรองของเสียได้ดีเพียงใด

การตรวจสุขภาพไตเบื้องต้นมักประกอบด้วยการวัดความดันโลหิต การตรวจเลือดดูค่าครีอะตินินและคำนวณอัตราการกรองของไตหรือ eGFR รวมถึงการตรวจปัสสาวะหาโปรตีน อัลบูมิน เลือด และความผิดปกติอื่น ๆ ผู้ที่มีเบาหวานควรได้รับการตรวจไตเป็นประจำทุกปี ส่วนผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือประวัติครอบครัวเป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจบ่อยเพียงใด

8. รับประทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้ หรืออาเจียน
เมื่อไตทำงานลดลงมาก ของเสียและสารต่าง ๆ อาจสะสมอยู่ในเลือด ส่งผลให้รู้สึกเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีรสชาติผิดปกติในปาก อาการเหล่านี้มักพบเมื่อโรคไตมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็อาจเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงจากยาได้เช่นกัน

หากอาเจียนหลายครั้ง ดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะลดลง เวียนศีรษะมาก ซึมลง หรือมีอาการบวมและหายใจลำบากร่วมด้วย ควรไปโรงพยาบาล เพราะการขาดน้ำหรือการเจ็บป่วยเฉียบพลันอาจทำให้ไตได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

9. มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต
ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือสมาชิกใกล้ชิดในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง ไตวาย หรือมีโรคไตที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภาวะน้ำหนักเกิน

ประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคไตอย่างแน่นอน แต่ควรแจ้งแพทย์เมื่อตรวจสุขภาพ และเข้ารับการตรวจเลือด ปัสสาวะ และความดันโลหิตตามช่วงเวลาที่เหมาะสม การค้นพบความผิดปกติเร็วช่วยให้สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงและชะลอความเสียหายของไตได้

ควรตรวจสุขภาพไตเมื่อใด
ไม่ควรรอให้มีอาการบวม คลื่นไส้ หรือปัสสาวะผิดปกติแล้วจึงตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ประวัติครอบครัวเป็นโรคไต หรือเคยพบความผิดปกติในปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ


บทความที่เกี่ยวข้อง
5 วิธีดูแลปอด หายใจได้เต็มปอด ชีวิตแข็งแรงทุกวัน
ปอดเป็นอวัยวะสำคัญของระบบทางเดินหายใจ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย การดูแลสุขภาพปอดอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้เราหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงในระยะยาว
1 ส.ค. 2026
นิ้วล็อค หรือ Trigger Finger
นิ้วล็อค หรือ Trigger Finger เรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย เป็นความผิดปกติของมือที่ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้อย่างปกติ อาจเป็นนิ้วเดียวหรือหลายนิ้วโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องใช้นิ้วมือในการพิมพ์คีย์บอร์ด สมาร์ทโฟน หรือใช้ข้อมือขยับเมาส์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคนิ้วล็อคได้ เกิดจากการอักเสบหนาตัวของปลอกเอ็นกล้ามเนื้อที่นิ้ว ทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติ นิ้วจึงเกิดการล็อค ไม่สามารถกลับมายืดตรงได้ตามปกติสาเหตุของโรคนิ้วล็อค การใช้งานของมือและนิ้วมือมาก ระยะเวลานาน หรือบุคคลที่ต้องทำงานโดยการกำมือแน่น ๆ เป็นประจำ จนทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว ทำให้นิ้วขยับได้ไม่ดี งอข้อนิ้วมือแล้วไม่สามารถเหยียดกลับคืนได้เหมือนเดิม หรือรู้สึกเหมือนนิ้วถูกล็อคไว้
12 มิ.ย. 2024
รู้ก่อน สังเกตได้ “มะเร็งกระดูก” มีอาการอย่างไร?
มะเร็งกระดูกเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่อาจส่งผลต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูก หากสังเกตพบอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย วางแผนการรักษา และดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
26 ส.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy